สารจากคณะกรรมการ
ในนามของคณะกรรมการบริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) ใคร่ขอรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ในปี 2568 พร้อมทั้งสะท้อนมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจ แนวโน้มการดำเนินธุรกิจในอนาคต ตลอดจนการดำเนินงาน ด้านความยั่งยืน เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียได้รับทราบข้อมูลอย่างรอบด้าน
ภาวะเศรษฐกิจในปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.4 ชะลอลงจากร้อยละ 2.9 ในปีก่อนหน้า สะท้อนถึงการฟื้นตัว ที่ยังไม่ทั่วถึงและเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการ โดยการขยายตัวของเศรษฐกิจได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจาก ภาคการส่งออกตามการเร่งส่งออกสินค้าล่วงหน้าในช่วงครึ่งปีแรกก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีขึ้น แต่ยังประสบปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังเปราะบาง ประกอบกับภาคการท่องเที่ยวแม้ยังคงเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย แต่การฟื้นตัวยังต่ำกว่าที่คาดจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ปรับลดลง ส่งผลให้ภาคบริการไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มศักยภาพ ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตรา เงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 อยู่ในระดับติดลบที่ร้อยละ -0.1 สอดคล้องกับอุปสงค์ภายในประเทศที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงินทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดปีที่ผ่านมา เพื่อผ่อนคลายภาวะการเงิน และสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคธุรกิจและครัวเรือน ในบริบทดังกล่าว ภาคธุรกิจการเงินต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อบริหารความเสี่ยง ควบคู่กับการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เข้มงวดและความคาดหวังของผู้มี ส่วนได้เสียที่เพิ่มสูงขึ้น
สำหรับผลการดำเนินงานของกลุ่มธนชาตในปี 2568 บริษัทฯ และบริษัทย่อยสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีความท้าทาย โดยบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิรวมจำนวน 8,264 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทฯ จำนวน 7,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,095 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.45 จากปีก่อน สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการลงทุน และการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธนชาตอย่างเหมาะสม ผลการดำเนินงานดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนหลักจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของบริษัทย่อยและบริษัทร่วมที่สำคัญ ดังนี้
- บริษัท ราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิตามงบการเงินรวม จำนวน 1,148 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 43.50 จากปีก่อน แม้พอร์ตสินเชื่อปรับลดลงตามนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างรัดกุม แต่ผลการดำเนินงานได้รับแรงสนับสนุนจากการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น
- บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิ จำนวน 1,077 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 83.48 จากปีก่อน จากการเติบโตของรายได้จากการประกันภัย การจัดการคุณภาพการรับประกันภัย การบริหารความเสี่ยงผ่านประกันภัยต่อ และรายได้จากการลงทุนแม้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่อำเภอหาดใหญ่ ในช่วงปลายปี
- รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมตามวิธีส่วนได้เสียจำนวน 5,707 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นตาม ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของบริษัทร่วม
นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมถึงการสร้างความมั่นคงและยั่งยืน ทางเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเน้นการพัฒนาระบบงานด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสารสนเทศด้วยมาตรฐานสากล และยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาการดำเนินการด้านความยั่งยืน ทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) มิติด้านสังคม (Social) และมิติด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ (Governance) (ESG) โดยดำเนินการสอดคล้องกับแนวทางของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและองค์กรที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริม การดำเนินการด้านความยั่งยืน เน้นความสำคัญกับการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้าน ESG แก่พนักงาน ควบคู่กับ การลดการใช้ทรัพยากรในการดำเนินการ การดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยแผนงานอย่างเป็นรูปธรรมเหมาะสมกับ การดำเนินธุรกิจของบริษัทในกลุ่มธนชาต ซึ่งในปี 2568 บริษัทฯ ยังได้รับการประเมินหุ้นยั่งยืน “SET ESG Ratings” โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในระดับ “AA” และได้รับการคัดเลือกอยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่โดดเด่นในการยกระดับการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน ทั้งนี้ บริษัทในกลุ่มธนชาตยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส โดยเข้าร่วมเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (Thai Private Sector Collective Action Against Corruption: CAC) ต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี แสดงถึงความมุ่งมั่น ในการยึดมั่นหลักธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
จากผลการดำเนินงานที่เติบโตขึ้นดังกล่าว ประกอบกับนโยบายของบริษัทฯ ที่ให้ความสำคัญในการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมและสม่ำเสมอให้แก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงทางการเงินเพื่อรองรับแผนการดำเนินธุรกิจในอนาคต คณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 3.50 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่จ่าย 3.30 บาทต่อหุ้น การพิจารณาจ่ายเงินปันผลดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานของผลการดำเนินงาน ฐานะเงินทุน สภาพคล่อง และความเหมาะสมในเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น และการเติบโตอย่างยั่งยืนของกลุ่มธนชาตในระยะยาว
แนวโน้มและทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.5–2.5 โดยมีค่ากลางอยู่ที่ร้อยละ 2.0 ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนภาครัฐ การบริโภคภาคเอกชนที่ค่อย ๆ ฟื้นตัว และการลงทุนภาคเอกชนในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญ ความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนและความเปราะบางของภาคธุรกิจบางกลุ่ม ภายใต้บริบทดังกล่าว กลุ่มธนชาตจะดำเนินธุรกิจในปี 2569 ด้วยความรอบคอบ โดยมุ่งเน้นการบริหารพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจและวัฏจักรธุรกิจ การรักษาคุณภาพสินทรัพย์และความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทย่อยในกลุ่ม ควบคู่กับการแสวงหาโอกาสในการลงทุนในธุรกิจการเงินและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ กลุ่มธนชาตจะให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลโซลูชันอย่างเหมาะสม ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจและสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตและความมั่นคงในระยะยาว อันจะนำไปสู่การสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
ในโอกาสนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ ใคร่ขอขอบคุณผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ ตลอดจนพนักงานทุกท่าน ที่ให้การสนับสนุนและร่วมกันขับเคลื่อนกลุ่มธนชาตด้วยความทุ่มเทตลอดปีที่ผ่านมา คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานบริษัทฯ ทุกคน จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต รอบคอบ และอย่างเต็มความรู้ความสามารถนำพาองค์กรเติบโต อย่างมั่นคงและยั่งยืน เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของบริษัทฯ ต่อผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายต่อไป
ในนามของคณะกรรมการ
(นายบันเทิง ตันติวิท)
ประธานกรรมการ

(นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ)
กรรมการผู้จัดการใหญ่

รองประธานกรรมการ
และกรรมการผู้จัดการใหญ่

