EN
TCAP 57.50บาท
-(-%)

คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการสำหรับปี 2550 (ฉบับตรวจสอบ)

บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน)
คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ สำหรับปี 2550
(งบการเงินฉบับตรวจสอบ)

ภาวะเศรษฐกิจและการเงินการธนาคารไทยไตรมาสที่ 4 ปี 2550
ในปี 2550 เศรษฐกิจไทยเผชิญกับปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง ปัญหาความไม่สงบทาง 3 จังหวัดภาคใต้ รวมถึงปัญหาราคาน้ำมันและปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ประชาชนระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย และชะลอการลงทุน โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปีเป็นต้น มา และฟื้นตัวอีกครั้งในช่วงไตรมาสที่ 4 ภายหลังจากที่มีความชัดเจนทางการเมืองและมีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550

ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2550 ได้แก่ การใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออกสุทธิ เป็นสำคัญ แต่ผลกระทบจากอัตรา แลกเปลี่ยนที่แข็งค่าถึง 5.7% จากต้นปี ส่งผลให้รายได้ของผู้ส่งออกในรูปเงินบาทขยายตัวไม่มากนัก

ทั้งนี้ ในไตรมาสที่ 4 ปี 2550 ราคาน้ำมันดิบได้ทำลายสถิติสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันขาย ปลีกภายในประเทศปรับเพิ่มสูงขึ้น กระทบต่อต้นทุนการผลิต และค่าขนส่งอย่างมาก โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ในไตรมาสที่ 4 ปี 2550 อยู่ที่ 2.9% ปรับเพิ่มขึ้นจาก 1.6% ในไตรมาสก่อน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับเพิ่มมาอยู่ที่ 1.1%

จากแนวโน้มเงินเฟ้อที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศยังไม่ชัดเจนมากนัก ส่งผลให้ คณะกรรมการนโยบายการเงินมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายนับตั้งแต่กลางปี 2550 เป็นต้นมา โดย ณ สิ้นปี 2550 อัตราดอกเบี้ย นโยบายอยู่ที่ 3.25%

เหตุการณ์สำคัญ

1. ในระหว่างปี 2550 ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้อนุญาตให้บริษัทฯ และธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) (บริษัทย่อย) เปลี่ยนแปลงโครงสร้างกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามหลักเกณฑ์การกำกับแบบรวมกลุ่ม โดยบริษัทฯ ได้จำหน่ายเงินลงทุนในบริษัท ย่อยจำนวน 8 แห่ง ได้แก่ บริษัท หลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด บริษัท ธนชาตประกันชีวิต จำกัด บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนธนชาต จำกัด บริษัท ธนชาตโบรกเกอร์ จำกัด บริษัท ธนชาตกรุ๊ปลีสซิ่ง จำกัด บริษัท ธนชาตแมเนจเม้นท์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด และบริษัท ธนชาตกฎหมายและประเมินราคา จำกัด ให้แก่ธนาคารฯ ซึ่งเป็นไปตามมติที่ ประชุมสามัญประจำปีของผู้ถือหุ้น ของบริษัทฯและธนาคารที่อนุมัติไว้ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550 นอกจากนี้ธปท. ได้อนุญาตให้ The Bank of Nova Scotia (BNS) เป็นผู้ถือหุ้นในอัตราไม่เกินร้อยละ 24.99 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคารฯ

BNS ได้ซื้อหุ้นสามัญของธนาคารฯ จากบริษัทฯ จำนวน 157 ล้านหุ้น และธนาคารฯ ได้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ BNS อีกจำนวน 276 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 16.37 บาท ทำให้ BNS มีสัดส่วนการถือหุ้นในธนาคารฯ รวมจำนวน 433 ล้านหุ้น คิด เป็นร้อยละ 24.98 ของจำนวนที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคารฯ

2. เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550 ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของธนาคาร ครั้งที่ 1/2550 ได้มีมติให้ดำเนินการเพิกถอนหุ้นสามัญ ของธนาคารฯ (บริษัทย่อย) ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และในวันที่ 9 ตุลาคม 2550 ตลาด หลักทรัพย์ฯ ได้อนุมัติการเพิกถอนหุ้นสามัญของธนาคารฯ ดังกล่าว และในวันที่ 15 ตุลาคม 2550 บริษัทฯ ได้ยื่นคำเสนอซื้อหุ้น สามัญธนาคารฯทั้งหมดจากผู้ถือหุ้นรายอื่นของธนาคารฯ ในราคาหุ้นละ 16.37 บาท โดยมีระยะเวลารับซื้อ 45 วันทำการตั้งแต่ วันที่ 16 ตุลาคม 2550 จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2550 ซึ่งมีผู้ถือหุ้นมาเสนอขายหุ้นธนาคารแก่บริษัทฯ จำนวน 7,694,450 คิดเป็น ร้อยละ 0.54 เป็นผลให้บริษัทฯ ถือหุ้นของธนาคารรวมจำนวน 1,299,607,043 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 74.92 และตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ ประกาศกำหนดวันเพิกถอนหุ้นสามัญธนาคารฯ ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2551

3. บริษัทฯและบริษัทย่อย ได้เปลี่ยนวิธีการรับรู้รายได้ของธุรกรรมเช่าซื้อ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 โดยมีหลักเกณฑ์ สำคัญ ดังนี้

- รายได้ดอกเบี้ยจากการให้เช่าซื้อ เปลี่ยนการรับรู้รายได้ดอกผลเช่าซื้อจากวิธีผลรวมจำนวนตัวเลข (Sum of the year digits) เป็นการรับรู้รายได้ด้วยวิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ( Effective rate)

- สำหรับสัญญาที่เกิดขึ้นใหม่ในปี 2550 ของบริษัทย่อย จะนำต้นทุนทางตรงเมื่อแรกเริ่มจากการบันทึก เป็นค่าใช้จ่ายทันทีในเดือนที่เกิดสัญญา มาทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายจากรายได้ดอกเบี้ยเช่าซื้อตลอดอายุสัญญา โดยจะแสดงดอกเบี้ยเช่าซื้อเป็นยอดสุทธิหลังหักต้นทุนทางตรงดังกล่าวในงบกำไรขาดทุน

อนึ่ง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้มีการปรับปรุงย้อนหลังปี 2549 เพื่อการเปรียบเทียบ

 

วิเคราะห์ผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน

สรุปผลการดำเนินงาน
ในปี 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีกำไรก่อนภาษีเงินได้และส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย 4,874 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2,289 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 88.5 หลังจากหักภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้วบริษัทฯและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิเท่ากับ 2,818 ล้าน บาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,350 ล้านบาทหรือร้อยละ 92.0 จากปี 2549 องค์ประกอบหลักที่ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น คือ

รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิในปี 2550 เท่ากับ 9,098 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2,189 ล้านบาทหรือร้อยละ 31.5 เป็นผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อ (Loan Spread) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.7 เป็นร้อยละ 3.5 ในปี 2550 ซึ่งเกิดจากการบริหาร ต้นทุนเงินทุนที่เหมาะสม รวมทั้งการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ โดยเฉพาะการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจเช่าซื้อ แม้ว่าภาวะดอกเบี้ยในตลาดจะมีทิศทางลดลงก็ตาม

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ในปี 2550 มีจำนวน 10,676 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3,033 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่ม จากการขยายตัวทางธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจประกันภัย/ประกันชีวิตและธุรกิจหลักทรัพย์ ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

บริษัทฯและบริษัทย่อย สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้เหมาะสมเมื่อเทียบกับการเติบโตของธุรกิจโดยมี ค่าใช้จ่ายดำเนินงานปี 2550 เท่ากับ 12,849 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1,806 ล้านบาทหรือร้อยละ 16.4 โดยส่วนใหญ่เป็น ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน ค่าใช้จ่ายอาคารสถานที่และอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายที่ผันแปรตามปริมาณธุรกิจ ทำให้ต้นทุนจากการดำเนินงาน (Cost to Income Ratio) ลดลงอยู่ที่ร้อยละ 65.0 จากร้อยละ 75.9 ในปี 2549

ในขณะเดียวกัน บริษัทฯและบริษัทย่อยได้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ในปี 2550 จำนวน 2,051 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน จำนวน 1,292 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการตั้งสำรองค่าใช้จ่ายเพื่อให้สอดคล้องกับการขยายตัวของเงินให้สินเชื่อและภาวะ เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ซึ่งมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ สำหรับสินเชื่อด้อยคุณภาพบริษัทฯและบริษัทย่อยได้ กันสำรองเพิ่มขึ้นเป็นอัตราร้อยละ 100 สำหรับส่วนต่างระหว่างยอดหนี้ตามบัญชีกับมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่คาดว่าจะ ได้รับจากการจำหน่ายหลักประกัน ตามนโยบายการตั้งสำรองอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

กำไรต่อหุ้นปรับลดสำหรับปี 2550 เท่ากับ 2.11 บาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกำไรต่อหุ้นปรับลดจำนวน 1.10 บาท ในปี 2549

(หน่วย: ล้านบาท)
 
ปี 2550
ปี 2549
เปลี่ยนแปลง
(% yoy)
ไตรมาสที่ 4
ปี 2550
ไตรมาสที่ 3
ปี 2550
เปลี่ยนแปลง
(% qoq)
รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล
18,799
16,951
10.9
4,711
4,810
(2.1)
ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย
9,701
10,042
(3.4)
1,979
2,343
(15.5)
รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิ
9,098
6,909
31.7
2,732
2,467
10.7
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย
10,676
7,643
39.7
3,356
3,259
3.0
ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย
12,849
11,043
16.4
4,095
3,324
23.2
กำไรก่อนหักหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ
6,925
3,509
97.3
1,993
2,402
(17.0)
โอนกลับหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ
(หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ)
(2,051)
(924)
122.0
(1,001)
(667)
50.1
กำไรก่อนภาษีเงินได้และส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย
4,874
2,585
88.5
992
1,735
(42.8)
ภาษีเงินได้
(1,705)
(965)
76.7
(79)
(709)
(88.9)
ขาดทุน(กำไร)ของส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย
(351)
(152)
130.9
(131)
(202)
(35.1)
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ
2,818
1,468
92.0
782
824
(5.1)

- รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิ
รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิของปี 2550 มีจำนวน 9,098 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2,189 ล้านบาทหรือร้อยละ 31.7 โดยที่รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลมีจำนวน 18,799 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,848 ล้านบาท จากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของ สินเชื่อเช่าซื้อ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลง 341 ล้านบาทหรือร้อยละ 3.4 เป็นผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของเงินให้สินเชื่อ ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

- รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย
ในปี 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจำนวน 10,676 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2549 จำนวน 3,033 ล้านบาทหรือร้อยละ 39.7 โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้น 463 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 27.4 โดยส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการขยายตัวของธุรกรรมธนาคารที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้รายได้จากการรับประกันภัย/ประกันชีวิต เพิ่มขึ้น จากปีก่อน 2,454 ล้านบาทหรือร้อยละ 83.6 ตามการขยายตัวของธุรกิจเช่าซื้อ

(หน่วย: ล้านบาท)
ปี 2550
ปี 2549
เปลี่ยนแปลง
(% yoy)
ไตรมาสที่ 4
ปี 2550
ไตรมาสที่ 3
ปี 2550
เปลี่ยนแปลง
(% qoq)
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย
ค่านายหน้าค้าหลักทรัพย์
714
648
10.2
202
237
(14.8)
กำไร(ขาดทุน)จากเงินลงทุน
819
358
128.8
46
693
(93.4)
ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมตามวิธี ส่วนได้เสีย-สุทธิ
271
223
21.5
57
80
(28.8)
ค่าธรรมเนียมและบริการ
2,153
1,690
27.4
615
551
11.6
กำไร(ขาดทุน)จากการปริวรรต/สัญญาอนุพันธ์ทางการเงิน
51
38
34.2
35
19
84.2
กำไรจากการรับชำระหนี้/ขายหนี้
481
874
(45.0)
159
58
174.1
รายได้จากการรับประกันภัย/ประกันชีวิต
5,389
2,935
83.6
1,970
1,394
41.3
กำไร(ขาดทุน)จากทรัพย์สินรอการขาย/ทรัพย์สินอื่น
251
590
(57.5)
98
104
(5.8)
รายได้อื่น
547
287
90.6
174
123
41.5
รวมรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย
10,676
7,643
39.7
3,356
3,259
3.0

- ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย
บริษัทฯและบริษัทย่อยมีค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยจำนวน 12,849 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,806 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.4 จากปี 2549 ส่วนใหญ่เกิดจากค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัย/ประกันชีวิต เพิ่มขึ้นร้อยละ 90.2 ซึ่งแปรผันตามรายได้ที่เกิดขึ้น สำหรับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน ค่าใช้จ่ายอาคารสถานที่และอุปกรณ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.5 และ 8.3 ตามลำดับ ทั้งนี้เนื่องมาจาก การเพิ่มสาขาของธนาคารซึ่ง ณ 31 ธ.ค. 2550 ธนาคารมีสาขาทั้งสิ้น 166 สาขา ในขณะที่สิ้นปีก่อนมี 133 สาขา อย่างไรก็ตาม บริษัทฯและบริษัทย่อยสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าธุรกิจจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

(หน่วย: ล้านบาท)
ปี 2550
ปี 2549
เปลี่ยนแปลง
(% yoy)
ไตรมาสที่ 4
ปี 2550
ไตรมาสที่ 3
ปี 2550
เปลี่ยนแปลง
(% qoq)
ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน
2,894
2,572
12.5
819
715
14.5
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาคารสถานที่และ อุปกรณ์
1,288
1,189
8.3
345
327
5.5
ค่าภาษีอากร
364
547
(33.5)
75
96
(21.9)
ค่าธรรมเนียมและบริการ
252
268
(6.0)
72
79
(8.9)
ค่าตอบแทนกรรมการ
31
34
(8.8)
5
4
25.0
เงินสมทบกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบัน การเงิน
814
740
10.0
207
207
-
ค่านายหน้าเช่าซื้อ*
-
1,478
(100.0)
-
-
-
ค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัย/ประกันชีวิต
4,461
2,345
90.2
1,738
1,120
55.2
ค่าใช้จ่ายอื่น
2,745
1,870
46.8
834
776
7.5
รวมค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย
12,849
11,043
16.4
4,095
3,324
23.2

*ค่านายหน้าเช่าซื้อนำไปเป็นต้นทุนทางตรงสำหรับสัญญาเช่าซื้อที่ทำขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550

- หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ
บริษัทฯและบริษัทย่อย มีค่าใช้จ่ายหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ ในปี 2550 จำนวน 2,051 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1,292 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการตั้งสำรองค่าใช้จ่ายเพื่อให้สอดคล้องกับการขยายตัวของเงินให้สินเชื่อและภาวะเศรษฐกิจที่ เปลี่ยนไป ซึ่งมีผลต่อการเพิ่มของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ทั้งนี้บริษัทฯและบริษัทย่อยได้มีการกันสำรองเพิ่มขึ้นสำหรับส่วนต่าง ระหว่างยอดหนี้ตามบัญชีกับมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับจากการจำหน่ายหลักประกัน เป็นอัตราร้อยละ 100

ฐานะทางการเงิน

สรุปฐานะทางการเงิน

(หน่วย: ล้านบาท)
 
31 ธ.ค. 50
31 ธ.ค. 49
การเปลี่ยนแปลง
เพิ่ม (ลด)
ร้อยละ
สินทรัพย์
รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน
-ที่มีดอกเบี้ย
36,970
23,980
12,990
54.2
หลักทรัพย์ซื้อโดยมีสัญญาขายคืน
2,500
6,300
(3,800)
(60.3)
เงินลงทุน-สุทธิ
28,874
34,766
(5,892)
(16.9)
เงินให้สินเชื่อ
239,237
209,288
29,949
14.3
รวมสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (Earning assets)
307,581
274,334
33,247
12.1
สินทรัพย์อื่น
13,675
11,895
1,780
15.0
รวมสินทรัพย์ (Total assets)
321,256
286,229
35,027
12.2
หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น
เงินฝาก
190,626
198,527
(7,901)
(4.0)
รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน-ที่มีดอกเบี้ย
4,173
4,339
(166)
(3.8)
เงินกู้ยืมระยะสั้น
65,398
18,460
46,938
254.3
เงินกู้ยืมระยะยาว
11,047
26,575
(15,528)
(58.4)
รวมเงินกู้ยืม
76,445
45,035
31,410
69.7
รวมหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่าย
271,244
247,901
23,343
9.4
หนี้สินอื่น
17,749
14,897
2,852
19.1
รวมหนี้สิน
288,993
262,798
26,195
10.0
ส่วนของผู้ถือหุ้น
32,263
23,431
8,832
37.7
รวมหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น
321,256
286,229
35,027
12.2

- สินทรัพย์
บริษัทฯและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์เพิ่มจาก 286,229 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2549 เป็น 321,256 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2550 หรือคิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.2 โดยประกอบด้วยรายการหลัก คือ เงินให้สินเชื่อเท่ากับ 239,237 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 74.5 ของสินทรัพย์รวม และเงินลงทุนสุทธิเท่ากับ 28,874 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.0 ของสินทรัพย์รวม โดยมีรายการที่มี การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญดังนี้

-ณ สิ้นปี 2550 ยอดลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อมีจำนวน 191,025 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 79.8 ของ ยอดเงินให้สินเชื่อทั้งหมดและถึงแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศจะชะลอตัว ประกอบกับการรุกตลาดของคู่แข่ง แต่บริษัทฯและบริษัทย่อยยังสามารถรักษาการเป็นผู้นำตลาดด้านสินเชื่อเช่าซื้อ รถยนต์ใหม่

-เงินลงทุนสุทธิ มีจำนวนทั้งสิ้น 28,874 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปีก่อน จำนวน 5,892 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 16.9 เพื่อเป็นการบริหารสภาพคล่องของธนาคาร และบริษัทย่อยอื่น

-รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน - ที่มีดอกเบี้ยมีจำนวน 36,970 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2549 จำนวน 12,990 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 54.2

-หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น
ณ 31 ธันวาคม 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีหนี้สินรวมอยู่ที่ 288,993 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2549 จำนวน 26,195 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.0 โดยมีรายการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญดังนี้

- เงินฝากและเงินกู้ยืมระยะสั้นมีจำนวน 256,024 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 39,037 ล้านบาทหรือร้อยละ 18.0 เป็นผลมา จากการเพิ่มช่องทางในการออมเงินให้ลูกค้าด้วยการออกตั๋วแลกเงินระยะสั้น

- เงินกู้ยืมระยะยาวจำนวน 11,047 ล้านบาทลงลดจากปีก่อน 15,528 ล้านบาทหรือร้อยละ 58.4 เนื่องจาก ระหว่างปีเงินกู้ยืมระยะยาวเดิมบางส่วนมีระยะเวลาใกล้จะครบกำหนดไม่ถึง 1 ปี จึงได้เปลี่ยนการบันทึกรายการ มาเป็นเงินกู้ยืมระยะสั้น

- บริษัทฯและบริษัทย่อยมีส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 32,263 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 37.7 จากจำนวน 23,431 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2549 ซึ่งเป็นผลมาจากผลกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทฯและบริษัทในเครือ และส่วน ของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยของบริษัทย่อยเพิ่มขึ้น 5,188 ล้านบาท เนื่องจากการจำหน่ายหุ้นสามัญของธนาคารธนชาต ให้กับ BNS ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น

คุณภาพของสินทรัพย์
เงินให้สินเชื่อจัดชั้นตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ของบริษัทฯและบริษัทย่อยที่เป็นสถาบันการเงิน (ธนาคาร และบริษัทบริหารสินทรัพย์)

(หน่วย: ล้านบาท)
 
มูลหนี้/มูลค่าตามบัญชี
ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่บันทึกตามบัญชี
31 ธ.ค. 50
31 ธ.ค. 49
31 ธ.ค. 50
31 ธ.ค. 49
จัดชั้นปกติ
199,072
177,282
528
1,556
จัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ
22,104
16,762
141
187
จัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน
2,493
2,525
1,685
953
จัดชั้นสงสัย
2,244
1,943
1,085
776
จัดชั้นสงสัยจะสูญ
6,036
5,993
3,870
3,732
รวม
231,949
204,505
7,309
7,204
สำรองหนี้สูญทั่วไป
523
486
รวมสำรองหนี้สูญทั้งหมด
7,832
7,690

หมายเหตุ

-มูลหนี้ของลูกหนี้จัดชั้นปกติและจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ ไม่รวมดอกเบี้ยค้างรับ

- ในระหว่างปี 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีการตัดหนี้สูญ จำนวน 1,490 ล้านบาท

- สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs)
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีสินเชื่อด้อยคุณภาพตามเกณฑ์ ธปท. จำนวน 11,260 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2549 จำนวน 418 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9 ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อด้อยคุณภาพของธุรกิจ เช่าซื้อซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยอัตราส่วน NPLs ต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ร้อยละ 4.7 ลดลงจากสิ้นปีก่อนซึ่งอยู่ที่ร้อย ละ 5.2

ทั้งนี้ NPL-net และร้อยละของ NPL-net ตามคำจำกัดความใหม่ของ ธปท. ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550 มีจำนวน 4,165 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.8

(หน่วย : ล้านบาท)
31 ธ.ค. 50
31 ธ.ค. 49
สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs)
11,249
10,842
ร้อยละของ NPLs ต่อสินเชื่อรวม
4.7%
5.2%
NPL-net ตามเกณฑ์ IAS (39)
4,165
5,048
ร้อยละของ NPL-net
1.8%
2.5%
ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญรวม
8,417
8,139
ร้อยละของค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญรวม ต่อ NPL
74.8%
75.1%

 

ผลการดำเนินงานของบริษัทย่อย

(หน่วย: ล้านบาท)
บริษัทย่อย
สัดส่วน การถือหุ้น
ปี 2550
ปี 2549
ไตรมาสที่ 4
ปี 2550
ไตรมาสที่ 3 การถือหุ้น
ปี 2550
บมจ. ธนาคาร ธนชาต (งบการเงินเฉพาะกิจการ)
74.9%
990.6
225.1
274.9
422.6
บมจ. หลักทรัพย์ ธนชาต
74.9%
257.2
206.8
54.9
180.0
บลจ. ธนชาต
56.2%
102.0
56.8
35.1
30.3
บจ. ธนชาตประกันภัย
74.9%
62.4
28.4
8.1
20.0
บจ. ธนชาตประกันชีวิต
74.9%
175.7
102.5
28.6
37.2
บจ. บริหารสินทรัพย์ เอ็น เอฟ เอส
100.0%
76.2
82.3
65.4
25.0
บจ. บริหารสินทรัพย์ แม๊กซ์
58.5%
103.1
308.3
49.4
37.1

*ข้อมูลจากงบการเงินแต่ละบริษัท

- ผลการดำเนินงานของกลุ่มธนชาตที่สำคัญ

ธุรกิจธนาคารพาณิชย์
ธนาคารมีกำไรในปี 2550 จำนวน 991 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 766 ล้านบาท หรือร้อยละ 340.1 จากปีที่ผ่านมา เป็นผล จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อ (Loan Spread) ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ร้อยละ 3.3 จากร้อยละ 2.7 ในปี 2549 ซึ่งเกิดจากการบริหารต้นทุนที่เหมาะสมทั้งต้นทุนทางการเงิน (Cost of Fund) และต้นทุนจากการ ดำเนินงาน (Cost to Income Ratio) รวมทั้งการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาระดับอัตราผลตอบแทน และเร่งสร้าง รายได้รวมของธนาคารแม้ว่าภาวะดอกเบี้ยในตลาดจะมีทิศทางลดลงก็ตาม และต้นทุนจากการดำเนินงาน (Cost to Income Ratio) ลดลงอยู่ที่ร้อยละ 60.9

หากพิจารณางบการเงินรวมของธนาคาร ซึ่งรวมผลการดำเนินงานบริษัทย่อย 9 บริษัท ในปี 2550 ธนาคารและ บริษัทย่อยมีกำไร จำนวน 1,327 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจประกันภัยชีวิต และธุรกิจประกันภัย

รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิ
รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิในปี 2550 จำนวน 7,737 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,727 ล้านบาท หรือร้อยละ 28.7 จากปีที่ผ่านมา โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อ (Loan spread) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 3.3 เป็นผลจาก รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลเพิ่มขึ้น 1,604 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.3 จากการขยายสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง และการ บริหารสภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้รักษาระดับอัตราผลตอบแทน (Yield) ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา รวมทั้งการ บริหารต้นทุนและสัดส่วนเงินฝากอย่างเหมาะสม แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลจะได้รับผลกระทบจากทิศทางอัตรา ดอกเบี้ยในช่วงขาลงก็ตาม

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในปี 2550 จำนวน 2,005 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 686 ล้านบาท หรือร้อยละ 52.1 จากปีที่ ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นผลจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้น 450 ล้านบาท ตามปริมาณธุรกรรมทั้ง ภายในประเทศและต่างประเทศ

ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย
ธนาคารมีค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยสำหรับปี 2550 จำนวน 6,105 ล้านบาท ลดลง 360 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.3 จากปีที่ผ่านมา ซึ่งมีรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญดังนี้

- ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาคาร สถานที่และอุปกรณ์เพิ่มขึ้น ตามการขยายธุรกิจ เพื่อรองรับการขยายเครือข่ายสาขา

- ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ลดลง เนื่องจากการบริหารและควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หนี้สูญและสงสัยจะสูญ
ธนาคารมีหนี้สูญและสงสัยจะสูญในปี 2550 จำนวน 2,606 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,352 ล้านบาท จากปี 2549 สาเหตุหลักเกิดจากการขยายตัวของสินเชื่อ และภาวะเศรษฐกิจซึ่งมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ โดย ในกรณีที่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นจะต้องสำรองเพิ่มขึ้นเป็นอัตราร้อยละ 100 ตามหลักเกณฑ์การตั้งค่าเผื่อหนี้ สงสัยจะสูญและการนำมูลค่าหลักประกันมาหักออกจากมูลหนี้ของลูกหนี้ในการกันเงินสำรองสำหรับลูกหนี้ด้อยคุณภาพ ของ ธปท. ที่ออกไว้เมื่อเดือนธันวาคม 2549

สินทรัพย์
ธนาคารมีสินทรัพย์รวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550 จำนวน 291,098 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2549 จำนวน 33,662 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 13.1 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากเงินให้สินเชื่อจำนวน 24,289 ล้านบาท และสภาพคล่อง ระยะสั้นจำนวน 8,456 ล้านบาท

เงินให้สินเชื่อของธนาคาร จำนวน 224,940 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24,289 ล้านบาท หรือร้อยละ 12.1 โดยส่วนใหญ่ เกิดจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากสินเชื่อธุรกิจเช่าซื้อเป็นหลัก แม้ว่าภาวะอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศที่ ชะลอตัวและการรุกตลาดของคู่แข่ง สินเชื่อธุรกิจเช่าซื้อสิ้นปี 2550 มีจำนวน 161,808 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 42.9 และยังคงสามารถรักษาความเป็นผู้นำตลาดด้านสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่

สภาพคล่องระยะสั้นของธนาคาร จำนวน 58,071 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,456 ล้านบาท หรือร้อยละ 17.0 ตามการ เพิ่มขึ้นของเงินฝากและเงินกู้ยืมระยะสั้นของธนาคาร อย่างไรก็ตาม ธนาคารได้บริหารสภาพคล่องส่วนเกินได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เพื่อรักษาระดับอัตราผลตอบแทนโดยรวม

หนี้สิน
หนี้สินรวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550 มีจำนวน 270,402 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2549 จำนวน 28,165 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 11.6 ส่วนใหญ่เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้นผ่านช่องทางการออมเงินของธนาคาร

เงินฝากและเงินกู้ยืมระยะสั้นจำนวน 250,094 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35,588 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.6 เป็นผลมา จากการเพิ่มช่องทางในการออมเงินให้ลูกค้าด้วยการออกตั๋วแลกเงินระยะสั้น ทั้งนี้ สัดส่วนเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคาร เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 24.4 จากร้อยละ 15.5 ณ สิ้นปี 2549

เงินกู้ระยะยาวจำนวน 9,890 ล้านบาท ลดลง 7,189 ล้านบาท หรือร้อยละ 42.1 เนื่องจากระหว่างปีเงินกู้ระยะ ยาวเดิมบางส่วนมีระยะเวลาใกล้จะครบกำหนดไม่ถึง 1 ปี จึงได้เปลี่ยนการบันทึกรายการมาเป็นเงินกู้ยืมระยะสั้น ซึ่งเป็น การปฏิบัติตามมาตรฐานบัญชีปกติทั่วไป

ส่วนของผู้ถือหุ้น
ส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550 มีจำนวน 20,695 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 5,497 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.2 เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2549 ส่วนใหญ่เป็นผลจากการเพิ่มทุนโดยการขายหุ้นสามัญให้แก่ธนาคารแห่ง โนวาสโกเทีย (BNS) เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 เป็นจำนวน 276,263,200 หุ้น ในราคาหุ้นละ 16.37 บาท ทำให้ทุนที่ เรียกชำระแล้วของธนาคารเพิ่มขึ้นจำนวน 4,522 ล้านบาท รวมทั้งกำไรในปี 2550 ของธนาคาร

สินเชื่อด้อยคุณภาพ
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550 ธนาคารมีสินเชื่อด้อยคุณภาพตามเกณฑ์ของ ธปท. จำนวน 5,213 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2549 จำนวน 1,460 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.9 ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นจากสินเชื่อเช่าซื้ออัน เนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยมีอัตราส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ร้อยละ 2.31 เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนซึ่งอยู่ที่ ร้อยละ 1.87 เนื่องจากมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นของเงินให้สินเชื่อ โดยมีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญรวมจำนวน 4,525 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 86.8 ของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

ทั้งนี้ หากมีการรายงาน ยอด NPL-net และ ร้อยละของ NPL -net ตามคำจำกัดความใหม่ของ ธปท. ทำให้มี ยอด NPL-net จำนวน 1,790 ล้านบาท และ ร้อยละของ NPL -net จะเท่ากับ 0.81

เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550 ธนาคารมีเงินกองทุนรวมทั้งสิ้น 23,661 ล้านบาท แบ่งออกได้เป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 จำนวน 20,017 ล้านบาท และเงินกองทุนชั้นที่ 2 จำนวน 3,644 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง ของธนาคารเท่ากับร้อยละ 12.0 เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน ที่มีอัตราส่วนอยู่ที่ร้อยละ 11.1 สูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศ ไทยกำหนดให้ธนาคารดำรงอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงคือไม่ต่ำกว่าร้อยละ 8.5 โดยมีรายละเอียดอัตราส่วน เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง ดังนี้

31 ธ.ค. 50
31 ธ.ค. 49
ล้านบาท
ร้อยละ
ล้านบาท
ร้อยละ
เงินกองทุนชั้นที่ 1
20,017
10.2
15,488
8.8
เงินกองทุนทั้งหมด
23,661
12.0
19,561
11.1

ธุรกิจหลักทรัพย์
ภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์ในปี 2550 ดัชนีหลักทรัพย์ปิดที่ 858.10 จุด เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีที่ผ่านมาที่ระดับ 679.84 จุด โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเท่ากับ 17,097.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 16,280.91 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา อันเป็น ผลจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความชัดเจนมากขึ้น

มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันผ่านบล. ธนชาต เท่ากับ 1,216.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยมีส่วนแบ่ง การตลาดในปี 2550 อยู่ที่ร้อยละ 3.49 อันดับที่ 11 โดยมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ของ บล. ธนชาต แบ่งเป็นลูกค้าราย ย่อยร้อยละ 73.2 ลูกค้าสถาบันการเงินร้อยละ 14.4 และลูกค้าต่างประเทศร้อยละ 12.4

ผลการดำเนินงานในปี 2550 บล. ธนชาต มีกำไรสุทธิ 257 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 50 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 24.4 โดยมีรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เท่ากับ 714 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 66 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.2 และอัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity) เท่ากับร้อยละ 12.3

ธุรกิจจัดการกองทุน
สิ้นปี 2550 บลจ. ธนชาต มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวม (Net Asset under Management) จำนวน 78,907 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีที่ผ่านมา 30,388 ล้านบาท หรือร้อยละ 62.6 ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นจากกองทุนรวม สำหรับ สัดส่วนสินทรัพย์ภายใต้การบริหารแบ่งเป็นสัดส่วนของกองทุนรวมร้อยละ 91.7 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพร้อยละ 4.6 และ กองทุนส่วนบุคคลร้อยละ 3.7

ผลการดำเนินงานในปี 2550 บลจ. ธนชาต มีรายได้ค่าธรรมเนีย มจากธุรกิ จจัดการกองทุน 364 ล้า นบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 111 ล้านบาท หรือร้อยละ 43.6 ตามการขยายตัวของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร โดยมีกำไรสุทธิ 102 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45 ล้านบาท หรือร้อยละ 79.6 และอัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity) เท่ากับ ร้อยละ 57.6

ธุรกิจประกันภัย
ธุรกิจประกั น ภัย มีการขยายตั วอย่างต่ อ เนื่อง โดยในปี 2550 บริษัท ธนชาตประกั นภั ย มีกําไรจากการรั บ ประกันภัยเพิ่มขึ้น 88 ล้านบาท หรือร้อยละ 36.6 แม้ว่ารายได้จากการรับประกันภัยจะเพิ่มขึ้นแต่ในขณะเดียวกันค่า สินไหมทดแทนจากการรับประกันเพิ่มขึ้นตามการขยายธุรกิจ ทำให้ในปี 2550 บริษัทธนชาตประกันภัยมีกำไรสุทธิ 66 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีที่ผ่านมา 38 ล้านบาท หรือร้อยละ 132.0 โดยอัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity) เท่ากับ ร้อยละ 10.1

ธุรกิจประกันชีวิต
บริษัทธนชาตประกันชีวิตมีกำไรสุทธิในปี 2550 จำนวน 176 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 73 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 71.4 โดยกำไรจากการรับประกันภัยเพิ่มขึ้น 37 ล้านบาท เนื่องจากสำรองประกันภัยเพิ่มขึ้นตามการขยายธุรกิจ อย่างไรก็ตาม รายได้จากการลงทุนและรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 112 ล้านบาท โดยอัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity) เท่ากับร้อยละ 18.0

การบริหารความเสี่ยงและปัจจัยความเสี่ยง
บริษัทฯและบริษัทย่อย มีการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยมีนโยบายและแนวทางในการบริหารความเสี่ยงที่ได้รับ อนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท มีหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบด้านบริหารความเสี่ยงคอยควบคุมดูแลเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง มี เครื่องมือที่ใช้ในการวัดค่าความเสี่ยงในด้านต่างๆ และทำการวิเคราะห์ความเสี่ยงในแต่ละด้าน อันได้แก่ ความเสี่ยงด้านเครดิต ความเสี่ยงด้านตลาด ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ เป็นต้น เพื่อคำนวณวัดค่าความเสี่ยงต่างๆ และมี การกำหนดเพดานความเสี่ยง (Risk Limit) และสัญญาณเตือนภัย (Warning Signal) ให้ผู้ปฏิบัติงานดำเนินการไม่ให้ค่าความเสี่ยง เกินกว่าระดับเพดานความเสี่ยงที่กำหนด โดยคณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการบริษัท จะทำการติดตามผลการทำงานใน ด้านการบริหารความเสี่ยงเป็นประจำทุกเดือน

ในปี 2550 ธุรกิจเช่าซื้อของบริษัทฯและบริษัทย่อย ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงโดยรวมปรับ เพิ่มขึ้น จากปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความเสี่ยงด้านเครดิต และความเสี่ยงด้านปฏิบัติการปรับตัวเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงด้าน ตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการลงทุนเพิ่มในหลักทรัพย์

เมื่อพิจารณาโดยภาพรวม ความเสี่ยงของบริษัทฯและบริษัทย่อยยังคงอยู่ภายใต้ระดับเพดานความเสี่ยงที่กำหนด ในเดือน กรกฎาคม ธนาคารโนวาสโกเทียได้เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนในธนาคารธนชาต ทำให้เงินกองทุนขั้นที่ 1 ของบริษัทฯและบริษัทย่อยปรับ เพิ่มสูงขึ้น โดยบริษัทฯและบริษัทย่อย ยังมีเงินกองทุนหลังจัดสรรความเสี่ยงดังกล่าวในปริมาณที่มากเพียงพอที่จะรองรับการ ขยายตัวของธุรกิจในอนาคตตามเป้าหมายที่วางไว้