1. การลงทุน การบริหารเงินทุน และการจ่ายปันผล
-
กำไรในไตรมาส 2 เติบโตค่อนข้างมาก ซึ่งมาจาก Dividend Income อยากทราบว่านำเงินจำนวนเท่าไหร่ไปลงทุนในหุ้นประเภทไหนบ้างที่ทำให้ Dividend ขึ้นมาเยอะขนาดนี้ และในไตรมาส 3 และ 4 จะเป็นอย่างไร
นโยบายการลงทุนของบริษัทฯ คือเน้นลงทุนในธุรกิจที่ดี มีทีมบริหารจัดการที่แข็งแรง ให้ผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอ มี Good Governance เป็นการลงทุนแบบ Long Term ส่วนธุรกิจที่บริษัทฯ มีความรู้ความเข้าใจอย่างดีก็คือธุรกิจการเงินและธุรกิจประกัน ตั้งแต่ช่วงต้นปีถึงปัจจุบันบริษัทฯ ทยอยลงทุนใน Sector นี้ขึ้นมาเกือบ 8,000 ล้านบาท โดยคาดหวังผลตอบจากการลงทุนให้สอดคล้องกับผลประกอบการที่แท้จริงในตลาดปัจจุบัน ในไตรมาส 2 บริษัทฯ ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวัง และจะทยอยได้รับผลตอบแทนเข้ามาในไตรมาส 3 และ 4
-
โครงการซื้อหุ้นคืนวงเงิน 7,500 ล้านบาท ที่ประกาศโครงการไป ในปัจจุบันราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเกิน 1 เท่า Book Value ไปแล้ว อยากทราบว่าแผนการต่อไปจะเป็นอย่างไร จะดำเนินโครงการต่อ หรือเปลี่ยนมาจ่ายเป็นเงินปันผลแทน
ระยะเวลาโครงการซื้อหุ้นคืนมีเวลา 6 เดือน สิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ระหว่างทางอาจจะมีจังหวะที่จะซื้อหุ้นคืนได้ เพราะเป็นโครงการที่บริษัทฯ เห็นว่าจะทำให้เกิดประโยชน์กับผู้ลงทุนมากที่สุด สำหรับสภาพคล่องส่วนเกินที่มีอยู่ บริษัทฯ จะพิจารณาทางเลือกที่สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ถือหุ้น หากราคาหุ้นยังอยู่ในระดับสูงและไม่มีจังหวะในการซื้อหุ้นคืน อาจนำสภาพคล่องส่วนเกินไปลงทุนในทางเลือกอื่น
-
เหตุผลของการซื้อหุ้นคืนครั้งนี้ TCAP มองเห็นอะไรที่เปลี่ยนไป เพราะที่ผ่านมา TCAP ค่อนข้าง Conservative ในการทำ Capital Management หรือเป็นเพราะที่ผ่านมายังไม่เจอการลงทุนที่น่าสนใจ จึงนำเงินมาคืนผู้ถือหุ้น
ในช่วงครึ่งปีแรกผลประกอบการของบริษัทย่อยปรับตัวดีเกินคาด พอร์ตการลงทุนสามารถสร้าง Cash Flow เข้ามาได้มากพอสมควร จึงเป็นประเด็นที่บริษัทฯ ต้องบริหารจัดการเงินทุนที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด บริษัทฯ เปิดทางเลือกไว้หลายช่องทาง รวมถึงการค้นหาและวิเคราะห์การลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ หลายโครงการ ขณะที่การซื้อหุ้นคืนเป็นทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสม หากราคาหุ้นต่ำกว่า Book Value มาก ๆ เนื่องจาก TCAP มี ROE อยู่ประมาณร้อยละ 12 ซึ่งเป็นระดับที่ให้ผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นหากดำเนินการซื้อหุ้นคืน
-
ในช่วงที่ผ่านมา TCAP จ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้กำไรค่อนข้างดี จะพิจารณาจ่ายปันผลจาก Dividend Per Share หรือ Dividend Payout Ratio
เรื่องการจ่ายเงินปันผลเป็นสิ่งที่คณะกรรมการกำลังพิจารณา ถ้าผลประกอบการดีเงินปันผลก็น่าจะอยู่ในระดับที่ดี แต่ก็ขึ้นอยู่กับมติของคณะกรรมการบริษัท ซึ่งยึดการจ่ายเงินปันผลให้อยู่ในเกณฑ์ของอุตสาหกรรม
2. ผลการดำเนินงานของบริษัทย่อย
TPLUS
-
พอร์ตสินเชื่อของ TPLUS ปรับตัวลดลง อยากทราบว่าภาพรวมในช่วงสิ้นปีจะยังคงหดตัวลง หรือจะปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นเพื่อไม่ให้ยอดสินเชื่อปรับลดลง และอยากทราบถึงสถานะ NPL ของ TPLUS
ยอดเงินให้สินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาส 2 อยู่ที่ประมาณ 7,000 ล้านบาท จากเป้าหมายตั้งไว้ประมาณ 8,500 ล้านบาท ปัจจุบัน TPLUS เพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินชื่อค่อนข้างสูง พอร์ตสินเชื่อเดิมมี LTV อยู่ประมาณร้อยละ 40 ปัจจุบันปรับลดลงมาที่ประมาณร้อยละ 37 สะท้อนการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อด้วยความระมัดระวัง การปล่อยสินเชื่อใหม่ยังคงมีอยู่ทุกเดือน เพียงแต่การชำระคืนหนี้มีมากกว่าการปล่อยสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม TPLUS ยังคงพยายามให้ได้ตามเป้าหมาย โดยต้องพิจารณาสถานการณ์โดยรวมจากนี้ถึงสิ้นปีว่าจะเอื้ออำนวยหรือไม่
สถานะ NPL อยู่ที่ร้อยละ 12 ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนและสิ้นปี 2568 และมียอด NPL ปรับลดลงเช่นกัน ซึ่งเป็นผลมาจากการให้ความสำคัญในการเจรจากับลูกหนี้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้สามารถผ่อนชำระได้ตามความสามารถของลูกหนี้แต่ละราย ซึ่งในจำนวนนี้มีอยู่ 2-3 รายที่สามารถปรับจาก NPL และกลับมาชำระปิดบัญชีได้เรียบร้อยแล้ว แต่ถึงแม้จะมี NPL แต่โอกาสในการเกิดความเสียหายค่อนข้างต่ำ เนื่องจากหลักประกันส่วนใหญ่เป็นที่ดินอยู่ในทำเลที่ดี และราคาประเมินสูงกว่ามูลค่าสินเชื่อที่ปล่อยออกไป ทั้งนี้ TPLUS ยังคงพยายามหากลุ่มลูกค้าใหม่ และพิจารณาการปล่อยสินเชื่อเพิ่มให้กับลูกค้าเก่าที่มีประวัติการชำระที่ดีสม่ำเสมอ โดยประเมินมูลค่าหลักประกันอย่างเข้มงวด และควบคุม LTV ไม่ให้สูงเกินร้อยละ 40
THANI
-
พอร์ตสินเชื่อของ THANI ลดลงต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ปีนี้พอจะเห็นภาพว่าพอร์ตจะเริ่มทรงตัวหรือปรับตัวดีขึ้นได้หรือยัง เนื่องจากยอดปล่อยใหม่ในปีนี้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
ภาพอุตสาหกรรมของ THANI มีสัญญาณดีขึ้น โดยผู้ประกอบการที่จะออกรถบรรทุกมีการจองรถไว้จำนวนมาก แต่กรมขนส่งทางบกมีมาตรการใหม่เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้รถ ทำให้รถบรรทุกต้องติดตั้งอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ขับขี่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการยังต้องการความชัดเจนในเรื่องนี้ก่อนซื้อรถใหม่ และในช่วงที่ยังไม่มีความชัดเจนจึงชะลอการออกรถใหม่และหันไปหารถ Used Truck แทน ปัจจุบันการปล่อยสินเชื่อของ THANI จึงเน้นไปที่ Used Truck เป็นหลัก ซึ่งเติบโตได้ดีและมี Spread ค่อนข้างดี ส่งผลให้ยอดปล่อยสินเชื่อใกล้เคียงเป้าหมาย ในช่วง ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา การชำระหนี้เป็นไปในทิศทางที่ดีมาก สามารถปรับลดการตั้งสำรองหนี้ลงได้ และจากการวิเคราะห์ลูกหนี้ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ภายใน 6 เดือนถึง 12 เดือน พบว่ากลุ่มที่จะเป็นหนี้เสียก็มีทิศทางลดลง
-
NPL ในงบการเงินของ THANI ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ทิศทางในครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไร
THANI มีตัวชี้วัดคุณภาพพอร์ตที่ดี ซึ่งคุณภาพพอร์ตปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีบาง Sector ที่มีปัญหา ส่วนใหญ่จะเป็นด้านการขนส่ง ก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้าง จึงจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังในกลุ่มนี้ มีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นใน Sector ดังกล่าว ทำให้เห็นตัวเลขการปรับสำรองเพิ่มเข้าไป แต่ภาพรวมถือว่าเป็นไปในทิศทางที่ดีมาก
TNI
-
อยากทราบ Outlook ของ TNI ทั้งการเติบโตของเบี้ยประกัน ค่าใช้จ่ายการเคลมประกัน และรายได้เงินลงทุน สามารถใช้กำไรในครึ่งปีแรกเป็นฐานใหม่หลังจากเปลี่ยนมาตรฐานบัญชีได้หรือไม่
ครึ่งปีแรก TNI มีผลการดำเนินงานที่ดีมาก รายได้เติบโตร้อยละ 10 ขณะที่อุตสาหกรรมเติบโตประมาณร้อยละ 2 ซึ่งนโยบายของ TNI เรื่องการขาย ค่าเบี้ย บริษัทไม่ได้ไปแข่งขันด้วยราคา แต่ขายด้วยเบี้ยที่สะท้อนความเสี่ยง การจัดการเคลม ภายใต้ตัวชี้วัดต่าง ๆ เป็นไปในทิศทางที่ควบคุมได้ตามเป้าหมาย ยอดเคลมต่อเดือนมีประมาณ 26,000 เคลม แต่ TNI สามารถควบคุมค่าเฉลี่ยต่อเคลมได้ดี ค่าแรงไม่ได้เพิ่มขึ้น ค่าอะไหล่อาจจะแพงขึ้นร้อยละ 1-2 แต่บางกรณีสามารถซ่อมแทนการเปลี่ยนอะไหล่ได้ ต้นทุนจึงไม่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งปีแรกมีการ Reverse สำรองน้ำท่วมจากที่ตั้งมากเกินไปเมื่อสิ้นปีก่อน ซึ่งเป็นรายการพิเศษมูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท สำหรับการดำเนินธุรกิจปกติ TNI สามารถควบคุม Loss Ratio และ Combine Ratio ได้ดี ประกอบกับการขยายและสร้างการเติบโตของเบี้ย ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้เพื่อลดต้นทุน จึงคาดว่าฐานของกำไรน่าจะอยู่ในระดับนี้ได้
ส่วนรายได้จากการลงทุน ในครึ่งปีแรก TNI ได้รับเงินปันผลค่อนข้างสูง ครึ่งปีหลังรายได้ส่วนนี้อาจจะน้อยกว่าครึ่งปีแรก ซึ่งเป็นภาพเดียวกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในหุ้น นอกเหนือจากนี้ TNI มีค่า CAR Ratio อยู่ประมาณร้อยละ 600 ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกพิเศษของ คปภ. ทำให้สามารถขยายพอร์ตการลงทุนไปในกลุ่มที่สร้างผลตอบแทนสูงได้มากกว่าบริษัทปกติ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รายได้จากการลงทุนเติบโตดี สำหรับกำไรที่เติบโตมากกว่าร้อยละ 70 ในครึ่งปีแรกนั้น มีสาเหตุจากรายได้จากการลงทุนครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งมาจากการรับประกันภัยที่เติบโตขึ้นมาก
1. การลงทุนของบริษัทฯ
-
มูลค่าการลงทุนไตรมาส 1 ปี 2569 เพิ่มขึ้นค่อนข้างมากจากการลงทุนในตราสารทุน อยากทราบว่าบริษัทฯ ลงทุนในหุ้นกลุ่มใดเพิ่มขึ้น และอยากทราบแผนการลงทุนในอนาคตว่ามีการลงทุนอะไรใหม่ ๆ ที่บริษัทฯ สนใจลงทุนเพิ่มเติม
ตามแผนการลงทุนบริษัทฯ ยังคงเน้นธุรกิจ Banking และ Insurance บริษัทมีแผนที่จะสร้างพอร์ตการลงทุนในปีนี้ให้อยู่ที่ประมาณ 8 พันล้านบาท และในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา การลงทุนเป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยบริษัทฯ ให้ความสำคัญในธุรกิจที่เรามีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้ง Banking และ Insurance ในขณะเดียวกันก็มองไปถึงการลงทุนในธุรกิจที่เป็น Eco System ของ Banking และ Insurance อีกด้วย โดยการลงทุนเพิ่มเติมต้องเป็นไปตามกรอบที่วางไว้ ทั้งในด้านของศักยภาพการดำเนินธุรกิจ มีผลการดำเนินงานที่ดี และให้ผลตอบแทนสูง
-
ทำไมถึงลงทุนใน TIPH และพอร์ตประกันภัยของ TIPH ทับซ้อนกับ TNI เยอะหรือไม่
การพิจารณาลงทุนดูจากความเชี่ยวชาญของทีมบริหารของบริษัท ซึ่งถือว่า TIPH มีความรู้ความเชี่ยวชาญสูง สำหรับพอร์ตประกันภัยของ TIPH จะเน้นไปทาง Corporate Account ในขณะที่ TNI เน้นลูกค้ารายย่อยจึงไม่มีความทับซ้อนกัน โดย TIPH มีการดำเนินธุรกิจที่ดีมาก มีการควบคุมและบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดีถึงแม้จะเจอวิกฤตในปีที่ผ่านมา 2-3 รอบ ก็ยังมีผลประกอบการอยู่ในเกณฑ์ดี มี Dividend Yield สูงที่ระดับร้อยละ 6-7
2. มีการปรับเพิ่มเงินปันผลค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมาและเร็วกว่าในอดีต และในไตรมาส 1 ที่ผ่านมากำไรเติบโตดี อยากทราบว่ามีโอกาสที่จะเพิ่มเงินปันผลมากกว่าอัตราเดิม ที่ปกติเพิ่มปีละ 0.10 บาทหรือไม่ เนื่องจากอัตราเงินปันผลในปัจจุบันคิดเป็น Dividend Yield ประมาณร้อยละ 6 ซึ่งอาจจะต่ำกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่ม Banking ที่มี Dividend Yield อยู่ที่ร้อยละ 7-8
เป็นทิศทางของบริษัทฯ ที่เน้นการสร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอให้กับผู้ถือหุ้น ถ้ากลุ่มธนชาตทำได้ตามเป้าหมายหรือดีกว่าเป้าหมาย บริษัทฯ ก็จะสามารถจ่ายผลตอบแทนคืนให้กับผู้ถือหุ้นได้ แต่จะมากน้อยแค่ไหนคงต้องพิจารณาในช่วงไตรมาสที่ 3-4 ของปี
3. อยากทราบผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางต่อการดำเนินธุรกิจของกลุ่มธนชาต
ช่วงต้นมีนาคม 2569 ที่เกิดภาวะสงคราม บริษัทฯ ได้เชิญบริษัทย่อยทั้งหมดมาประชุมและทำ workshop ถึงผลกระทบของการเกิดสงครามใน Scenario ต่าง ๆ ตามระยะเวลาของสงคราม ตอนนั้นผลกระทบมีเพียงเรื่องต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันผลกระทบขยายไปถึงภาวะการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตสินค้าในบางภาคส่วน ซึ่งบริษัทฯ แบ่งผลกระทบออกเป็น 2 Scenario เน้นที่ต้นทุนพลังงานอยู่ที่ 100 USD ต่อบาร์เรลต่อปี และ 120 USD ต่อบาร์เรลต่อปี โดยราคา Brent Oil ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 100 – 105 USD ต่อบาร์เรล ผลกระทบที่เราเห็นก็คือเรื่องความสามารถในการขายเพราะถึงแม้ลูกค้าและประชาชนจะมีกำลังซื้ออยู่ แต่จะเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นอาจจะส่งผลกระทบต่อยอดขาย ทางด้านต้นทุนก็เช่นกันทางธุรกิจเช่าซื้อของราชธานีลิสซิ่ง ก็มีความกังวลเรื่องคุณภาพหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ทำธุรกิจขนส่งในระดับ SME อาจจะยังไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนน้ำมันออกไปได้ ซึ่งกลุ่มนี้ยังถือว่ามีความเสี่ยงอยู่ ทาง THANI จึงต้องระมัดระวังและเข้าไปสอบถามลูกค้าอย่างใกล้ชิด หากเจอปัญหาต้องเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกค้า กลุ่มลูกค้าสินเชื่อที่มีหลักประกันก็มีการพูดคุยติดต่อสื่อสารติดตามความคืบหน้าในการประกอบธุรกิจของลูกค้าอย่างใกล้ชิด ในแง่ของต้นทุนดำเนินการ ถ้ามองไปที่ธุรกิจประกันภัยจะเป็นเรื่องต้นทุนการจัดการเคลมต่าง ๆ โดยการเคลมรถยนต์จะมีเรื่องค่าอะไหล่ ค่างานซ่อม แต่จากข้อมูลที่ติดตามในปัจจุบันอะไหล่ส่วนใหญ่ก็มาจากประเทศจีน ต้นทุนในส่วนนี้ยังไม่ได้มีการปรับเพิ่ม แต่ที่จะเกิดขึ้นก็คือค่าแรงของช่างซ่อมมีการเรียกให้ปรับค่าแรงเพิ่มขึ้น ทางธุรกิจประกันภัยก็พยายามที่ปรับวิธีการทำงาน พยายามควบคุมจัดการเคลมต่าง ๆ ให้เหมาะสม ผลกระทบด้านต้นทุนจึงยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ ส่วนด้าน Investment ก็จะมีความผันผวนอยู่ ทางทีมงานก็มีการติดตามใกล้ชิด และยังมีโอกาสที่จะสร้าง Investment Yield ได้ตามแผนงานที่วางไว้ โดยสรุปคือถ้าระดับราคาน้ำมันอยู่ที่ 100 USD ต่อบาร์เรล ผลกระทบค่อนข้างจำกัด ซึ่งคาดว่าทุกบริษัทจะมีผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายได้
ใน Scenario ที่ 2 กรณีราคาน้ำมันแตะระดับ 120 USD ต่อบาร์เรล และเกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบขึ้นมาในบาง Sector ธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มธนชาตส่วนใหญ่ไม่ใช่ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์นี้ แต่จากสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น ผลกระทบที่กล่าวใน Scenario แรกจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลการดำเนินงานปรับลดลงไม่เป็นตามแผนงาน แต่บริษัทฯ ยังมีความมั่นใจว่าผลประกอบการจะไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทฯ พยายามอย่างเต็มที่ในการติดตามประเมินสถานการณ์และผลกระทบต่อธุรกิจของกลุ่มธนชาตอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องต่อไป
4. กำไรของ TNI ที่เติบโต 1 เท่าจากไตรมาสก่อน มีสาเหตุมาจากรายการพิเศษหรือไม่
ยอดขายของ TNI ในไตรมาส 1 ปี 2569 เติบโตได้ดีมากเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ว่าปีนี้จะโตที่ร้อยละ 13 ประกอบกับการควบคุมต้นทุนในการจัดการสินไหม จัดการเคลม ส่งผลให้ต้นทุนต่าง ๆ ลดลงประมาณร้อยละ 5 และจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่หาดใหญ่ ในไตรมาส 4 ปี 2568 ทำให้มีการตั้งสำรองสินไหมค่อนข้างมาก ซึ่งกระทบเข้างบการเงินในไตรมาส 4 ปี 2568 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผ่านมาในไตรมาส 1 ปี 2569 เห็นได้ชัดเจนว่าสินไหมที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ ความเสียหายต่าง ๆ ไม่ได้สูงเท่ามูลค่าที่ตั้งสำรองไว้ จึงมีการคลายสำรองออกประมาณ 100 ล้านบาท สำหรับการจัดการสินไหมที่หาดใหญ่ ณ ขณะนี้น่าจะเสร็จสิ้นแล้ว แต่อาจจะมีรถบางคันที่ลูกค้ายังไม่ส่งซ่อมแต่ก็อยู่ในส่วนที่ได้ตั้งสำรองไว้แล้ว
5. Outlook ของ THANI และ TNI ในไตรมาส 2 และ 3 ปี 2569
TNI มีผลการดำเนินงานดีมาก อยู่ในทิศทางที่ดีทั้งไตรมาส 2 และ 3 ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรที่มีความท้าทายใหม่ ๆ เข้ามา คาดว่า TNI จะสามารถสร้างผลการดำเนินงานได้ตามแผนงาน
THANI อยู่ในช่วงเฝ้าระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะเรื่องการให้สินเชื่อใหม่ จะเน้นเรื่องการควบคุมคุณภาพของสินเชื่อค่อนข้างมาก ช่วง 2 เดือนแรก เริ่มมีการบุกตลาดเพื่อเติบโตสินเชื่อ แต่พอเกิดสงครามก็มีการพิจารณาชะลอการปล่อยสินเชื่อลง จะเห็นได้ว่าคุณภาพสินเชื่อปรับตัวดีขึ้นมาเป็นลำดับ โดย NPL Ratio อยู่ในระดับต่ำมากที่ประมาณร้อยละ 2 ส่วน Coverage Ratio ปรับเพิ่มขึ้นมาในระดับค่อนข้างสูงประมาณร้อยละ 160 คาดว่าในไตรมาส 2 และ 3 ผลประกอบการน่าจะเป็นไปตามแผนงานเช่นกัน
6. นโยบายการตั้งสำรองหนี้ ปัจจัยอะไรทำให้สำรองหนี้ในไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ต่ำเพียง 28 ล้านบาท และแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปีจะเป็นอย่างไร เพราะมีผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น
การตั้งสำรองหลัก ๆ เป็นของ THANI ที่มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพมาตลอดในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา มีการปรับโครงสร้างหนี้ ติดตามหนี้ ควบคุมความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ในช่วงก่อนมีรถยึดอยู่ใน Stock ค่อนข้างมากถึงระดับหนึ่งพันคัน แต่ปัจจุบันสามารถบริหารจัดการให้กลับมาอยู่ในระดับปกติที่ประมาณ 300 คัน
ในขณะเดียวกันในไตรมาส 1 ปี 2569 มีการกลับรายการ ECL ของเงินลงทุนจำนวน 71 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนในหุ้นของการบินไทย ซึ่งหุ้นดังกล่าวปัจจุบันสามารถซี้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จึงมีการคลายสำรองที่เคยตั้งไว้ของเงินลงทุนดังกล่าวออกมา และถัดไปจากนี้เงินลงทุนนี้จะถูก Mark to Market ตามราคาตลาด