1. การลงทุนของบริษัทฯ
-
มูลค่าการลงทุนไตรมาส 1 ปี 2569 เพิ่มขึ้นค่อนข้างมากจากการลงทุนในตราสารทุน อยากทราบว่าบริษัทฯ ลงทุนในหุ้นกลุ่มใดเพิ่มขึ้น และอยากทราบแผนการลงทุนในอนาคตว่ามีการลงทุนอะไรใหม่ ๆ ที่บริษัทฯ สนใจลงทุนเพิ่มเติม
ตามแผนการลงทุนบริษัทฯ ยังคงเน้นธุรกิจ Banking และ Insurance บริษัทมีแผนที่จะสร้างพอร์ตการลงทุนในปีนี้ให้อยู่ที่ประมาณ 8 พันล้านบาท และในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา การลงทุนเป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยบริษัทฯ ให้ความสำคัญในธุรกิจที่เรามีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้ง Banking และ Insurance ในขณะเดียวกันก็มองไปถึงการลงทุนในธุรกิจที่เป็น Eco System ของ Banking และ Insurance อีกด้วย โดยการลงทุนเพิ่มเติมต้องเป็นไปตามกรอบที่วางไว้ ทั้งในด้านของศักยภาพการดำเนินธุรกิจ มีผลการดำเนินงานที่ดี และให้ผลตอบแทนสูง
-
ทำไมถึงลงทุนใน TIPH และพอร์ตประกันภัยของ TIPH ทับซ้อนกับ TNI เยอะหรือไม่
การพิจารณาลงทุนดูจากความเชี่ยวชาญของทีมบริหารของบริษัท ซึ่งถือว่า TIPH มีความรู้ความเชี่ยวชาญสูง สำหรับพอร์ตประกันภัยของ TIPH จะเน้นไปทาง Corporate Account ในขณะที่ TNI เน้นลูกค้ารายย่อยจึงไม่มีความทับซ้อนกัน โดย TIPH มีการดำเนินธุรกิจที่ดีมาก มีการควบคุมและบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดีถึงแม้จะเจอวิกฤตในปีที่ผ่านมา 2-3 รอบ ก็ยังมีผลประกอบการอยู่ในเกณฑ์ดี มี Dividend Yield สูงที่ระดับร้อยละ 6-7
2. มีการปรับเพิ่มเงินปันผลค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมาและเร็วกว่าในอดีต และในไตรมาส 1 ที่ผ่านมากำไรเติบโตดี อยากทราบว่ามีโอกาสที่จะเพิ่มเงินปันผลมากกว่าอัตราเดิม ที่ปกติเพิ่มปีละ 0.10 บาทหรือไม่ เนื่องจากอัตราเงินปันผลในปัจจุบันคิดเป็น Dividend Yield ประมาณร้อยละ 6 ซึ่งอาจจะต่ำกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับกลุ่ม Banking ที่มี Dividend Yield อยู่ที่ร้อยละ 7-8
เป็นทิศทางของบริษัทฯ ที่เน้นการสร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอให้กับผู้ถือหุ้น ถ้ากลุ่มธนชาตทำได้ตามเป้าหมายหรือดีกว่าเป้าหมาย บริษัทฯ ก็จะสามารถจ่ายผลตอบแทนคืนให้กับผู้ถือหุ้นได้ แต่จะมากน้อยแค่ไหนคงต้องพิจารณาในช่วงไตรมาสที่ 3-4 ของปี
3. อยากทราบผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางต่อการดำเนินธุรกิจของกลุ่มธนชาต
ช่วงต้นมีนาคม 2569 ที่เกิดภาวะสงคราม บริษัทฯ ได้เชิญบริษัทย่อยทั้งหมดมาประชุมและทำ workshop ถึงผลกระทบของการเกิดสงครามใน Scenario ต่าง ๆ ตามระยะเวลาของสงคราม ตอนนั้นผลกระทบมีเพียงเรื่องต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันผลกระทบขยายไปถึงภาวะการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตสินค้าในบางภาคส่วน ซึ่งบริษัทฯ แบ่งผลกระทบออกเป็น 2 Scenario เน้นที่ต้นทุนพลังงานอยู่ที่ 100 USD ต่อบาร์เรลต่อปี และ 120 USD ต่อบาร์เรลต่อปี โดยราคา Brent Oil ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 100 – 105 USD ต่อบาร์เรล ผลกระทบที่เราเห็นก็คือเรื่องความสามารถในการขายเพราะถึงแม้ลูกค้าและประชาชนจะมีกำลังซื้ออยู่ แต่จะเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นอาจจะส่งผลกระทบต่อยอดขาย ทางด้านต้นทุนก็เช่นกันทางธุรกิจเช่าซื้อของราชธานีลิสซิ่ง ก็มีความกังวลเรื่องคุณภาพหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ทำธุรกิจขนส่งในระดับ SME อาจจะยังไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนน้ำมันออกไปได้ ซึ่งกลุ่มนี้ยังถือว่ามีความเสี่ยงอยู่ ทาง THANI จึงต้องระมัดระวังและเข้าไปสอบถามลูกค้าอย่างใกล้ชิด หากเจอปัญหาต้องเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกค้า กลุ่มลูกค้าสินเชื่อที่มีหลักประกันก็มีการพูดคุยติดต่อสื่อสารติดตามความคืบหน้าในการประกอบธุรกิจของลูกค้าอย่างใกล้ชิด ในแง่ของต้นทุนดำเนินการ ถ้ามองไปที่ธุรกิจประกันภัยจะเป็นเรื่องต้นทุนการจัดการเคลมต่าง ๆ โดยการเคลมรถยนต์จะมีเรื่องค่าอะไหล่ ค่างานซ่อม แต่จากข้อมูลที่ติดตามในปัจจุบันอะไหล่ส่วนใหญ่ก็มาจากประเทศจีน ต้นทุนในส่วนนี้ยังไม่ได้มีการปรับเพิ่ม แต่ที่จะเกิดขึ้นก็คือค่าแรงของช่างซ่อมมีการเรียกให้ปรับค่าแรงเพิ่มขึ้น ทางธุรกิจประกันภัยก็พยายามที่ปรับวิธีการทำงาน พยายามควบคุมจัดการเคลมต่าง ๆ ให้เหมาะสม ผลกระทบด้านต้นทุนจึงยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ ส่วนด้าน Investment ก็จะมีความผันผวนอยู่ ทางทีมงานก็มีการติดตามใกล้ชิด และยังมีโอกาสที่จะสร้าง Investment Yield ได้ตามแผนงานที่วางไว้ โดยสรุปคือถ้าระดับราคาน้ำมันอยู่ที่ 100 USD ต่อบาร์เรล ผลกระทบค่อนข้างจำกัด ซึ่งคาดว่าทุกบริษัทจะมีผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายได้
ใน Scenario ที่ 2 กรณีราคาน้ำมันแตะระดับ 120 USD ต่อบาร์เรล และเกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบขึ้นมาในบาง Sector ธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มธนชาตส่วนใหญ่ไม่ใช่ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์นี้ แต่จากสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น ผลกระทบที่กล่าวใน Scenario แรกจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลการดำเนินงานปรับลดลงไม่เป็นตามแผนงาน แต่บริษัทฯ ยังมีความมั่นใจว่าผลประกอบการจะไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทฯ พยายามอย่างเต็มที่ในการติดตามประเมินสถานการณ์และผลกระทบต่อธุรกิจของกลุ่มธนชาตอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องต่อไป
4. กำไรของ TNI ที่เติบโต 1 เท่าจากไตรมาสก่อน มีสาเหตุมาจากรายการพิเศษหรือไม่
ยอดขายของ TNI ในไตรมาส 1 ปี 2569 เติบโตได้ดีมากเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ว่าปีนี้จะโตที่ร้อยละ 13 ประกอบกับการควบคุมต้นทุนในการจัดการสินไหม จัดการเคลม ส่งผลให้ต้นทุนต่าง ๆ ลดลงประมาณร้อยละ 5 และจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่หาดใหญ่ ในไตรมาส 4 ปี 2568 ทำให้มีการตั้งสำรองสินไหมค่อนข้างมาก ซึ่งกระทบเข้างบการเงินในไตรมาส 4 ปี 2568 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผ่านมาในไตรมาส 1 ปี 2569 เห็นได้ชัดเจนว่าสินไหมที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ ความเสียหายต่าง ๆ ไม่ได้สูงเท่ามูลค่าที่ตั้งสำรองไว้ จึงมีการคลายสำรองออกประมาณ 100 ล้านบาท สำหรับการจัดการสินไหมที่หาดใหญ่ ณ ขณะนี้น่าจะเสร็จสิ้นแล้ว แต่อาจจะมีรถบางคันที่ลูกค้ายังไม่ส่งซ่อมแต่ก็อยู่ในส่วนที่ได้ตั้งสำรองไว้แล้ว
5. Outlook ของ THANI และ TNI ในไตรมาส 2 และ 3 ปี 2569
TNI มีผลการดำเนินงานดีมาก อยู่ในทิศทางที่ดีทั้งไตรมาส 2 และ 3 ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรที่มีความท้าทายใหม่ ๆ เข้ามา คาดว่า TNI จะสามารถสร้างผลการดำเนินงานได้ตามแผนงาน
THANI อยู่ในช่วงเฝ้าระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะเรื่องการให้สินเชื่อใหม่ จะเน้นเรื่องการควบคุมคุณภาพของสินเชื่อค่อนข้างมาก ช่วง 2 เดือนแรก เริ่มมีการบุกตลาดเพื่อเติบโตสินเชื่อ แต่พอเกิดสงครามก็มีการพิจารณาชะลอการปล่อยสินเชื่อลง จะเห็นได้ว่าคุณภาพสินเชื่อปรับตัวดีขึ้นมาเป็นลำดับ โดย NPL Ratio อยู่ในระดับต่ำมากที่ประมาณร้อยละ 2 ส่วน Coverage Ratio ปรับเพิ่มขึ้นมาในระดับค่อนข้างสูงประมาณร้อยละ 160 คาดว่าในไตรมาส 2 และ 3 ผลประกอบการน่าจะเป็นไปตามแผนงานเช่นกัน
6. นโยบายการตั้งสำรองหนี้ ปัจจัยอะไรทำให้สำรองหนี้ในไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ต่ำเพียง 28 ล้านบาท และแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปีจะเป็นอย่างไร เพราะมีผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น
การตั้งสำรองหลัก ๆ เป็นของ THANI ที่มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพมาตลอดในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา มีการปรับโครงสร้างหนี้ ติดตามหนี้ ควบคุมความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ในช่วงก่อนมีรถยึดอยู่ใน Stock ค่อนข้างมากถึงระดับหนึ่งพันคัน แต่ปัจจุบันสามารถบริหารจัดการให้กลับมาอยู่ในระดับปกติที่ประมาณ 300 คัน
ในขณะเดียวกันในไตรมาส 1 ปี 2569 มีการกลับรายการ ECL ของเงินลงทุนจำนวน 71 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนในหุ้นของการบินไทย ซึ่งหุ้นดังกล่าวปัจจุบันสามารถซี้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จึงมีการคลายสำรองที่เคยตั้งไว้ของเงินลงทุนดังกล่าวออกมา และถัดไปจากนี้เงินลงทุนนี้จะถูก Mark to Market ตามราคาตลาด