TH
TCAP 57.50THB
+0.25(0.44%)

คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ งวดไตรมาส 3 และงวด 9

บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน)
คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ งวดไตรมาสที่ 3 และงวด 9 เดือนของปี 2550

(งบการเงินฉบับสอบทาน)

ภาวะเศรษฐกิจและการเงินการธนาคารไทยไตรมาสที่ 3 ปี 2550
ภายหลังจากที่มีการรับร่างรัฐธรรมนูญ และกำหนดวันเลือกตั้งที่แน่นอน ในช่วงไตรมาสที่ 3 ส่งผลให้ความกังวลเกี่ยวกับ สถานการณ์ทางการเมืองลดลง โดยดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้าของเดือนสิงหาคม 2550 ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมา อยู่ในระดับที่สูงกว่า 50 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2550 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ปัญหาทางด้านราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่ม สูงขึ้น กลับมีอิทธิพลและส่งผลกระทบทางลบต่อความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภคและนักลงทุนมากขึ้น

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ปี 2550 ขยายตัวในระดับที่ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน โดยการบริโภคและการลงทุน ภาคเอกชนเริ่มสะท้อนทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้น ดังจะเห็นได้จากในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 เครื่องมือชี้วัดการบริโภคและลงทุนในหมวด สินค้าคงทนฟื้นตัวกลับขึ้นมา ขณะที่ภาคการส่งออกสุทธิมีแนวโน้มชะลอตัวลง ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้า อย่างไรก็ตาม ภาคการส่งออกสุทธิยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญในไตรมาสที่ 3 ของปี

ทั้งนี้ในช่วงไตรมาส 3 เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากปัญหา Sub-Prime ของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้เกิดความผันผวน ในตลาดเงินและตลาดทุน แต่จากความพยายามในการแก้ไขปัญหาของหลายประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และ ยุโรป ส่งผลให้ความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวคลี่คลายลงเล็กน้อย และเริ่มมีเงินทุนไหลกลับเข้ามาลงทุนในประเทศต่างๆ ในแถบเอเชียอีกครั้ง

สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาสที่ 3 ปี 2550 เฉลี่ยอยู่ที่ 1.7% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.8% เร่งตัวขึ้น เล็กน้อยจากไตรมาสก่อน และมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวขึ้นได้อีก ในช่วงปลายปี 2550 ตามภาวะราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ คณะกรรมการนโยบายการเงินมีมติการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 3.25% (ในการประชุมเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2550) และมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวไว้ในการประชุมเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 และ 10 ตุลาคม 2550

เหตุการณ์สำคัญ

1. เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2550 บริษัทฯได้จำหน่ายเงินลงทุนบริษัทย่อยจำนวน 8 บริษัท ในจำนวนที่ถืออยู่ทั้งหมดให้แก่ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) (บริษัทย่อย) ในราคารวม 4,158 ล้านบาท โดยราคาขายอ้างอิงจากมูลค่าสุทธิตามบัญชี ณ วันสิ้น เดือนมิถุนายน 2550 ของบริษัทย่อย โดยมีรายชื่อบริษัทย่อย 8 บริษัท ที่จำหน่ายดังนี้

1) บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน)
2) บริษัท ธนชาตประกันชีวิต จำกัด
3) บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด
4) บริษัท ธนชาตกรุ๊ป ลิสซิ่ง จำกัด
5) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาต จำกัด
6) บริษัท ธนชาตโบรกเกอร์ จำกัด
7) บริษัท ธนชาตแมเนจเม้นท์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด
8) บริษัท ธนชาตกฎหมายและประเมินราคา จำกัด

ทั้งนี้ในงบการเงินเฉพาะได้รวมกำไรจากการขายบริษัทย่อยทั้ง 8 บริษัทไว้จำนวน 1,146 ล้านบาท

2. เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 บริษัทฯ ได้จำหน่ายหุ้นสามัญของธนาคารธนชาต จำนวน 157,130,216 หุ้น ในราคาหุ้นละ 16.37 บาท และในขณะเดียวกันธนาคารฯ ได้เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนแก่ BNSAL อีกจำนวน 276,263,200 หุ้น ในราคาหุ้นละ 16.37 บาท ทำให้ BNSAL มีสัดส่วนการถือหุ้นในธนาคารฯ คิดเป็นร้อยละ24.98 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด และบริษัทฯ มีสัดส่วนการ ถือหุ้นในธนาคารฯ ลดลงเหลือร้อยละ 74.48

3. ตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2550 มีมติอนุมัติให้เพิกถอนหุ้นธนาคารธนชาต (บริษัทย่อย) ออกจากการเป็น หลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เนื่องจาก

3.1 ตามประกาศคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กำหนดว่า บริษัทจดทะเบียนต้องดำรงคุณสมบัติ ในด้านกระจายการถือหุ้น โดยต้องมีผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่น้อยกว่า 150 รายและผู้ถือหุ้นดังกล่าวต้องถือหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่า ร้อยละ 15 ของทุนชำระแล้วของบริษัทจดทะเบียน ทั้งนี้ ณ ปัจจุบันโครงสร้างการถือหุ้นของธนาคารมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 2 ราย คือ บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือหุ้นในอัตราร้อยละ 74.48 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด และ The Bank of Nova Scotia Asia Limited ซึ่งถือหุ้นในอัตราร้อยละ 24.98 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด เป็นผลให้ ธนาคารมีผู้ถือหุ้นรายย่อยถือหุ้นรวมกันเพียงร้อยละ 0.54 ของทุนชำระแล้วซึ่งน้อยกว่าร้อยละ 15 ของทุนชำระแล้วของ ธนาคาร ทำให้ธนาคารขาดคุณสมบัติตามเกณฑ์ดำรงสถานะเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

3.2 บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) และ และ The Bank of Nova Scotia Asia Limited ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทั้ง 2 ราย ไม่มีนโยบายที่จะกระจายหุ้นสู่ผู้ถือหุ้นรายย่อย

ทั้งนี้การดำเนินการเสนอซื้อหุ้นและหลักทรัพย์ที่อาจแปลงสภาพแห่งสิทธิเป็นหุ้นของธนาคารจากผู้ถือหุ้นและผู้ถือหลักทรัพย์ เป็นการทั่วไป มีบริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ทำคำเสนอซื้อ ในราคาหุ้นละ 16.37 บาท โดยคาดว่าจะเริ่มเสนอซื้อ หลักทรัพย์ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2550 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2550 และเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2550 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้มีหนังสืออนุมัติให้ธนาคารทำการเพิกถอนหลักทรัพย์ออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้

4. เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2550 ธนาคารธนชาตได้ซื้อหุ้นบริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของธนาคาร เพิ่มเติมจากบุคคลภายนอกที่ไม่มีความเกี่ยวโยงกัน จำนวน 6,000,000 หุ้น คิดเป็นอัตราร้อยละ 12.0 ของทุนชำระแล้ว ในราคาหุ้น ละ 13.02 บาท (ราคามูลค่าทางบัญชี ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2550) เป็นจำนวนเงิน 78,120,000 บาท ทำให้ธนาคารมีสัดส่วนการ ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวร้อยละ 100.0 และทำให้บริษัททุนธนชาต มีสัดส่วนการถือหุ้นทางอ้อมร้อยละ 74.5

5. เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2550 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญ และผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ จากผลการดำเนินงานสำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2550 ในอัตราหุ้นละ 0.30 บาท รวมเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น ประมาณ 400 ล้านบาท โดยมีกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อสิทธิในการรับเงินปันผลในวันที่ 18 ตุลาคม 2550 และมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2550

วิเคราะห์ผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงิน
ผลการดำเนินงาน
สรุปผลการดำเนินงาน

บริษัทฯและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิในไตรมาส 3 ปี 2550 จำนวน 824 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจำนวน 189 ล้าน บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 29.8 เป็นผลจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิ ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.0 นอกจากนี้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 50.3 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำไรจากการขายเงินลงทุนใน บริษัทย่อย ในแง่ของต้นทุนจากการดำเนินงาน (Cost to Income Ratio) ลดลงอยู่ที่ร้อยละ 58.1 ส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น ไม่มากนัก เนื่องจากการควบคุมอัตราการขยายตัวบนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าธุรกิจเช่าซื้อมีการ ขยายตัวอย่างต่อเนื่องก็ตาม สำหรับค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้มีจำนวนสูงขึ้น เนื่องจากการขายเงินลงทุนในบริษัทย่อยให้กับธนาคารธน ชาต และ BNSAL ซึ่งรายการดังกล่าวทำให้บริษัทฯ มีภาระภาษีสูงขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ในขณะที่รายได้จากการขายเงิน ลงทุนในบริษัทย่อยไม่สามารถบันทึกได้ในงบการเงินรวมเนื่องจากเป็นรายการระหว่างกัน

สำหรับผลประกอบการงวด 9 เดือนของปี 2550 เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน บริษัทฯและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ จำนวน 2,036 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 451 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 28.5 เป็นผลจากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ทั้งต้นทุน ทางการเงินและต้นทุนการดำเนินงาน รวมทั้งการเร่งสร้างรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องของธุรกิจเช่าซื้อ ธุรกิจประกันภัย/ ประกันชีวิต

กำไรต่อหุ้นปรับลดสำหรับงวดไตรมาสที่ 3 และงวด 9 เดือนของปี 2550 เท่ากับ 0.62 บาท และ 1.53 บาท ตามลำดับ

(หน่วย: ล้านบาท)
ไตรมาสที่ 3 ปี 2550
ไตรมาสที่ 2 ปี 2550
เปลี่ยนแปลง (% qoq)
งวด 9 เดือน ปี 2550
งวด 9 เดือน ปี 2549
เปลี่ยนแปลง (% yoy)
รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล
4,810
4,759
1.1
14,088
12,149
16.0
ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย
2,343
2,633
(11.0)
7,722
6,984
10.6
รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิ
2,467
2,126
16.0
6,366
5,165
23.3
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย
3,259
2,168
50.3
7,320
5,774
26.8
ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย
3,324
2,752
20.8
8,754
7,864
11.3
กำไรก่อนหักหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ
2,402
1,542
55.8
4,932
3,075
60.4
โอนกลับหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ
(หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ)
(667)
(631)
5.7
(1,050)
(606)
73.3
กำไรก่อนภาษีเงินได้และส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย
1,735
911
90.5
3,882
2,469
57.2
ภาษีเงินได้
(709)
(257)
175.9
(1,626)
(763)
113.1
ขาดทุน(กำไร)ของส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย
(202)
(19)
963.2
(220)
(121)
81.8
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ
824
635
29.8
2,036
1,585
28.5

- รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิ
แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลจะได้รับผลกระทบจากทิศทางดอกเบี้ยในช่วงขาลง แต่เนื่องจากต้นทุนทางการเงิน ลดลงอย่างต่อเนื่องตามทิศทางดอกเบี้ย ประกอบกับการบริหารต้นทุนและสัดส่วนเงินฝากได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งการขยายตัว อย่างต่อเนื่องของสินเชื่อเช่าซื้อ และการบริหารสภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพทำให้ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2550 บริษัทฯและ บริษัทย่อย มีรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิจำนวน 2,467 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 341 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.0

สำหรับรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิงวด 9 เดือนปี 2550 มีจำนวน 6,366 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปี ก่อน 1,201 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.3

- รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย
ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจำนวน 3,259 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส ก่อน 1,091 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 50.3 โดยมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากกำไรขายเงินลงทุน เพิ่มขึ้น 579 ล้านบาท ซึ่งกำไร ดังกล่าวไม่ได้รวมกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทย่อยทั้ง 8 บริษัท ให้กับธนาคารธนชาตจำนวน 1,146 ล้านบาท เนื่องจากเป็น รายการระหว่างกันจึงไม่สามารถรับรู้กำไรในงบการเงินรวมของบริษัทฯได้ อีกทั้งได้มีการตั้งด้อยค่าเงินลงทุนในหุ้นสามัญบาง รายการ ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น นอกจากนี้รายได้จากการรับประกันภัย/ประกันชีวิต มีจำนวนสูงขึ้นกว่าไตรมาส ก่อนร้อยละ 36.5 ตามการขยายตัวของธุรกิจ และเมื่อเปรียบเทียบรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยงวด 9 เดือนปี 2550 กับงวดเดียวกันของปี ก่อน เพิ่มขึ้น 1,546 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 26.8 โดยมีรายละเอียดดังนี้

(หน่วย: ล้านบาท)
ไตรมาสที่ 3 ปี 2550
ไตรมาสที่ 2 ปี 2550
เปลี่ยนแปลง (% qoq)
งวด 9 เดือน ปี 2550
งวด 9 เดือน ปี 2549
เปลี่ยนแปลง (% yoy)
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย
ค่านายหน้าค้าหลักทรัพย์
237
144
64.6
511
474
7.8
กำไร(ขาดทุน)จากเงินลงทุน
693
114
507.9
773
499
54.9
ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมตามวิธี ส่วนได้เสีย-สุทธิ
80
64
25.0
214
186
15.1
ค่าธรรมเนียมและบริการ
396
337
17.5
1,008
648
55.6
ส่วนลดค่าเบี้ยประกันภัยรับ
155
175
(11.4)
530
553
(4.2)
กำไร(ขาดทุน)จากการปริวรรต
19
(16)
218.8
16
23
(30.4)
กำไรจากการรับชำระหนี้/ขายหนี้
58
230
(74.8)
322
653
(50.7)
รายได้จากการรับประกันภัย/ประกันชีวิต
1,394
1,021
36.5
3,419
2,031
68.3
กำไร(ขาดทุน)จากทรัพย์สินรอการขาย/ทรัพย์สินอื่น
104
(33)
415.2
153
494
(69.0)
รายได้อื่น
123
132
(6.8)
374
213
75.6
รวมรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย
3,259
2,168
50.3
7,320
5,774
26.8

- ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย
บริษัทฯและบริษัทย่อยมีค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2550 จำนวน 3,324 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ไตรมาสก่อน 572 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.8 ส่วนใหญ่เกิดจากค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัย/ประกันชีวิต เพิ่มขึ้นจาก ไตรมาสก่อน 347 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 44.9 ซึ่งแปรผันตามรายได้ที่เกิดขึ้น รวมทั้งสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายจากการ ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ว่าธุรกิจจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนจากการดำเนินงานในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 58.1 ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ร้อยละ 64.1

และเมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยงวด 9 เดือนปี 2550 กับงวดเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้น 890 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.3 ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัย/ประกันชีวิต เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.9 ค่าใช้จ่าย เกี่ยวกับพนักงาน และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาคารสถานที่และอุปกรณ์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.3 และ 12.1 ตามลำดับ ทั้งนี้เนื่องมาจากการ เพิ่มสาขาของธนาคาร ซึ่ง ณ 30 กันยายน 2550 ธนาคารมีสาขาทั้งสิ้น 157 สาขา ในขณะที่สิ้นปีก่อนมีสาขา 133 สาขา

(หน่วย: ล้านบาท)
ไตรมาสที่ 3 ปี 2550
ไตรมาสที่ 2 ปี 2550
เปลี่ยนแปลง (% qoq)
งวด 9 เดือน ปี 2550
งวด 9 เดือน ปี 2549
เปลี่ยนแปลง (% yoy)
ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน
715
696
2.7
2,076
1,848
12.3
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาคารสถานที่และ อุปกรณ์
327
298
9.7
943
841
12.1
ค่าภาษีอากร
96
86
11.6
289
404
(28.5)
ค่าธรรมเนียมและบริการ
79
52
51.9
179
202
(11.4)
ค่าตอบแทนกรรมการ
4
17
(76.5)
26
29
(10.3)
เงินสมทบกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
207
200
3.5
607
530
14.5
ค่านายหน้าเช่าซื้อ*
-
-
-
-
1,063
(100.0)
ค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัย/ประกันชีวิต
1,120
773
44.9
2,723
1,641
65.9
ค่าใช้จ่ายอื่น
776
630
23.2
1,911
1,306
46.3
รวมค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย
3,324
2,752
20.8
8,754
7,864
11.3

*ค่านายหน้าเช่าซื้อนำไปเป็นต้นทุนทางตรงสำหรับสัญญาเช่าซื้อที่ทำขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550

- หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ
ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 667 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จากไตรมาสก่อน 36 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 ส่วนใหญ่เป็นการตั้งสำรองค่าใช้จ่ายเพื่อให้สอดคล้องกับการขยายตัวของ เงินให้สินเชื่อและการบริหารควบคุมสินเชื่อด้อยคุณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว

ฐานะทางการเงิน

สรุปฐานะทางการเงิน

(หน่วย: ล้านบาท)
30 ก.ย. 50
31 ธ.ค. 49
การเปลี่ยนแปลง
เพิ่ม (ลด)
ร้อยละ
สินทรัพย์
รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน-ที่มีดอกเบี้ย
29,027
23,980
5,047
21.0
หลักทรัพย์ซื้อโดยมีสัญญาขายคืน
-
6,300
(6,300)
(100.0)
เงินลงทุน-สุทธิ
36,723
34,766
1,957
5.6
เงินให้สินเชื่อ
229,621
209,288
20,333
9.7
รวมสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (Earning assets)
295,371
274,334
21,037
7.7
สินทรัพย์อื่น
12,965
11,895
1,070
9.0
รวมสินทรัพย์ (Total assets)
308,336
286,229
22,107
7.7
หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น
เงินฝาก
201,664
198,527
3,137
1.6
รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน-ที่มีดอกเบี้ย
4,203
4,339
(136)
(3.1)
เงินกู้ยืมระยะสั้น
36,007
18,460
17,547
95.1
เงินกู้ยืมระยะยาว
16,259
26,575
(10,316)
(38.8)
รวมเงินกู้ยืม
52,266
45,035
7,231
16.1
รวมหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่าย
258,133
247,901
10,232
4.1
หนี้สินอื่น
18,511
14,897
3,614
24.3
รวมหนี้สิน
276,644
262,798
13,846
5.3
ส่วนของผู้ถือหุ้น
31,692
23,431
8,261
35.3
รวมหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น
308,336
286,229
22,107
7.7

- สินทรัพย์
บริษัทฯและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์เพิ่มจาก 286,229 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2549 เป็น 308,336 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ของปี 2550 หรือคิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7 โดยประกอบด้วยรายการหลัก คือ เงินให้สินเชื่อเท่ากับ 229,621 ล้านบาท คิดเป็น สัดส่วนร้อยละ 74.5 ของสินทรัพย์รวม และเงินลงทุนสุทธิเท่ากับ 36,723 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 11.9 ของสินทรัพย์รวม โดยมี รายการที่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญดังนี้

ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2550 ยอดลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อมีจำนวน 184,514 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 80.3 ของ ยอดเงินให้สินเชื่อทั้งหมด และถึงแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศจะชะลอตัว ประกอบกับการรุกตลาดของคู่แข่ง แต่บริษัทฯและบริษัทย่อยยังสามารถรักษาการเป็นผู้นำตลาดด้านสินเชื่อเช่าซื้อ รถยนต์ใหม่

เงินลงทุนสุทธิ มีจำนวนทั้งสิ้น 36,723 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน จำนวน 1,957 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6 เพื่อเป็นการบริหารสภาพคล่องของธนาคาร และบริษัทย่อยอื่น

รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน - ที่มีดอกเบี้ยมีจำนวน 29,027 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2549 จำนวน 5,047 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.0

ทรัพย์สินรอการขายสุทธิ ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ของปี 2550 มีจำนวนทั้งสิ้น 8,160 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2549 จำนวน 261 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 3.1

- หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น
ณ 30 กันยายน 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีหนี้สินรวมอยู่ที่ 276,644 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2549 จำนวน 13,846 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 โดยมีรายการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญดังนี้

เงินฝาก ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ของปี 2550 มีจำนวนทั้งสิ้น 201,664 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,137 ล้านบาท จาก 198,527 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2549 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 เพื่อระดมเงินฝาก รองรับการขยายตัวของสินเชื่อ และโดยส่วน ใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของเงินฝากออมทรัพย์

เงินกู้ยืมรวมมีจำนวน 52,266 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้ยืมระยะสั้น 36,007 ล้านบาท และเงินกู้ยืมระยะยาวจำนวน 16,259 ล้านบาท โดยเงินกู้ยืมระยะสั้นเพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนจำนวน 17,547 ล้านบาท เกิดจากการเพิ่มช่องทางใน การออมเงินแก่ลูกค้าเงินฝากด้วยการออกตั๋วแลกเงินระยะสั้น นอกจากนี้ เงินกู้ยืมระยะยาวบางส่วนมีระยะเวลา ครบกำหนดไม่เกิน 1 ปี จึงได้เปลี่ยนการบันทึกรายการมาเป็นเงินกู้ยืมระยะสั้น สำหรับเงินกู้ยืมรวมเมื่อเทียบกับ สิ้นปี 2549 มีจำนวนเพิ่มขึ้น 7,231 ล้านบาท จาก 45,035 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.1

บริษัทฯและบริษัทย่อยมีส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 31,692 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.3 จากจำนวน 23,431 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2549 ซึ่งเป็นผลมาจากผลกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทฯและบริษัทในเครือ และส่วน ของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยของบริษัทย่อยเพิ่มขึ้น 5,187 ล้านบาท เนื่องจากการจำหน่ายหุ้นสามัญของธนาคารธนชาต ให้กับ BNSAL ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น

คุณภาพของสินทรัพย์
เงินให้สินเชื่อจัดชั้นตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ของบริษัทฯและบริษัทย่อยที่เป็นสถาบันการเงิน (ธนาคาร และบริษัทบริหารสินทรัพย์)

(หน่วย: ล้านบาท)
มูลหนี้/มูลค่าตามบัญชี
ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่บันทึกตามบัญชี
30 ก.ย. 50
31 ธ.ค. 49
30 ก.ย. 50
31 ธ.ค. 49
จัดชั้นปกติ
189,920
177,282
473
1,556
จัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ
21,402
16,762
131
187
จัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน
2,266
2,525
1,499
953
จัดชั้นสงสัย
2,203
1,943
1,035
776
จัดชั้นสงสัยจะสูญ
6,633
5,993
4,184
3,732
รวม
222,424
204,505
7,322
7,204
สำรองหนี้สูญทั่วไป
420
486
รวมสำรองหนี้สูญทั้งหมด
7,742
7,690

หมายเหตุ มูลหนี้ของลูกหนี้จัดชั้นปกติและจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ ไม่รวมดอกเบี้ยค้างรับ

- สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs)
ณ วันที่ 30 กันยายน 2550 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีสินเชื่อด้อยคุณภาพตามเกณฑ์ ธปท. จำนวน 11,532 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2549 จำนวน 690 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อด้อยคุณภาพของธุรกิจ เช่าซื้อ จำนวน 663 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยอัตราส่วน NPLs ต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ร้อยละ 5.0 ลดลง จากสิ้นปีก่อนซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 5.2

ทั้งนี้ NPL-net และร้อยละของ NPL-net ตามคำจำกัดความใหม่ของ ธปท. ณ วันที่ 30 กันยายน 2550 มีจำนวน 4,410 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.0

(หน่วย : ล้านบาท)
30 ก.ย. 50
31 ธ.ค. 49
สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs)
11,532
10,842
ร้อยละของ NPLs ต่อสินเชื่อรวม
5.0%
5.2%
NPL-net ตามเกณฑ์ IAS (39)
4,410
5,048
ร้อยละของ NPL-net
2.0%
2.5%
ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญรวม
8,269
8,139
ร้อยละของค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญรวม ต่อ NPL
71.7%
75.1%

ผลการดำเนินงานของบริษัทย่อย

(หน่วย: ล้านบาท)

บริษัทย่อย
สัดส่วนการถือหุ้น ปี 2550
ไตรมาสที่ 3 ปี 2550
ไตรมาสที่ 2 ปี 2550
งวด 9 เดือน ปี 2550
งวด 9 เดือน ปี 2550
บมจ. ธนาคาร ธนชาต
74.5%
422.6
164.4
715.7
250.8
บมจ. หลักทรัพย์ ธนชาต
74.5%
180.0
33.4
202.3
112.9
บลจ. ธนชาต
55.9%
30.3
21.2
66.9
43.5
บจ. ธนชาตประกันภัย
74.5%
20.0
45.2
54.3
22.2
บจ. ธนชาตประกันชีวิต
74.5%
37.2
61.5
147.1
44.5
บจ. บริหารสินทรัพย์ เอ็น เอฟ เอส
100.0%
25.0
113.0
10.8
344.7
บจ. บริหารสินทรัพย์ แม๊กซ์
58.5%
37.1
20.9
53.7
248.0

*ข้อมูลจากงบการเงินแต่ละบริษัท

- ผลการดำเนินงานของกลุ่มธนชาตที่สำคัญ

ธุรกิจธนาคารพาณิชย์
ธนาคารธนชาตมีกำไรในไตรมาสที่ 3 ปี 2550 จำนวน 423 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจำนวน 258 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 157.0 และสูงกว่าประมาณการของธนาคารอย่างมีนัยสำคัญ เป็นผลจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Interest Spread) ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ร้อยละ 2.87 โดยมีรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 316 ล้าน บาท และต้นทุนจากการดำเนินงาน (Cost to Income Ratio) ลดลงอยู่ที่ร้อยละ 61.8 รวมทั้งการควบคุมอัตราการ ขยายตัวของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ว่าธุรกิจเช่าซื้อจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องก็ตาม หากพิจารณางบการเงินรวมของธนาคาร ซึ่งรวมผลการดำเนินงานบริษัทย่อย 9 บริษัท ในไตรมาสที่ 3 ปี 2550 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไร จำนวน 628 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากการขยายตัวของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจประกันภัย/ประกันชีวิต รวมทั้งธุรกิจหลักทรัพย์มีผลการดำเนินงานดีขึ้น สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือน ปี 2550 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจำนวน 925 ล้านบาท

ธุรกิจหลักทรัพย์
ภาวะตลาดทุนในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีมีการปรับตัวดีขึ้น โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดที่ 845.50 จุด และมูลค่าการซื้อ ขายเฉลี่ยต่อวันเท่ากับ 21,917.34 ล้านบาท อันเป็นผลจากภาวะเศรฐกิจ และการเมืองมีความแน่นอนและชัดเจนมากขึ้น โดยส่วนแบ่งตลาดสำหรับ 9 เดือนปี 2550 (มกราคม - กันยายน 2550) อยู่ที่ร้อยละ 3.50 อันดับที่ 10 โดย บล. ธนชาต มีรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 94 ล้านบาท ทำให้บริษัทหลักทรัพย์ฯ มีกำไรในไตรมาสที่ 3 ปี 2550 จำนวน 180 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 147 ล้านบาท

สำหรับกำไรสุทธิงวด 9 เดือน ปี 2550 บริษัท ฯ มีกำไรสุทธิ 202 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 78.8 และอัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity) เท่ากับร้อยละ 13.2

ธุรกิจจัดการกองทุน
สิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2550 บลจ. ธนชาต มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวม (Net Asset under Management) จำนวน 74,496 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีที่ผ่านมาจำนวน 25,978 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นจากกองทุน และใน ไตรมาสที่ 3 และงวด 9 เดือน ปี 2550 บริษัท ฯ มีกำไร 30 ล้านบาท และจำนวน 66.9 ล้านบาท ตามลำดับ และอัตรา ผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity) เท่ากับร้อยละ 56.1

ธุรกิจประกันภัย
ธุรกิจประกันภัยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในไตรมาสที่ 3 ปี 2550 บริษัทธนชาตประกันภัยมีรายได้จากการรับ ประกันภัยจำนวน 526 ล้านบาท ร้อยละ 7.8 และมีกำไรจากการรับประกันภัยลดลงจากไตรมาสก่อนร้อยละ 14.6 สาเหตุ หลักมาจากค่าสินไหมทดแทนที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าไตรมาสก่อน ส่งผลให้บริษัทธนชาตประกันภัยมีกำไรสุทธิในไตรมาสนี้ เท่ากับ 20 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนร้อยละ 55.6

สำหรับผลประกอบการในงวด 9 เดือน ปี 2550 บริษัทธนชาตประกันภัยมีกำไรสุทธิ 54 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกัน ของปีก่อน 32 ล้านบาท และอัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity) เท่ากับร้อยละ 11.2

ธุรกิจประกันชีวิต
บริษัทธนชาตประกันชีวิตมีกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 3 ปี 2550 จำนวน 37 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน 24 ล้านบาท หรือร้อยละ 40.0 สาเหตุหลักจากมีค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยเพิ่มขึ้น 352 ล้านบาทหรือร้อยละ 68.0 ในขณะที่รายได้ เบี้ยประกันภัยรับสุทธิเพิ่ม 335 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 63.0

สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือน ปี 2550 บริษัทธนชาตประกันชีวิตมีกำไรสุทธิ 147 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 103 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 230.1และอัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity) เท่ากับร้อยละ 20.5

การบริหารความเสี่ยงและปัจจัยความเสี่ยง
บริษัทฯและบริษัทย่อย มีการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยมีนโยบายและแนวทางในการบริหารความเสี่ยงที่ได้รับ อนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท มีหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบด้านบริหารความเสี่ยงคอยควบคุมดูแลเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง มี เครื่องมือที่ใช้ในการวัดค่าความเสี่ยงในด้านต่างๆ และทำการวิเคราะห์ความเสี่ยงในแต่ละด้าน อันได้แก่ ความเสี่ยงด้านเครดิต ความเสี่ยงด้านตลาด ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ เป็นต้น เพื่อคำนวณวัดค่าความเสี่ยงต่างๆ และมี การกำหนดเพดานความเสี่ยง (Risk Limit) และสัญญาณเตือนภัย (Warning Signal) ให้ผู้ปฏิบัติงานดำเนินการไม่ให้ค่าความเสี่ยง เกินกว่าระดับเพดานความเสี่ยงที่กำหนด โดยคณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการบริษัท จะทำการติดตามผลการทำงานใน ด้านการบริหารความเสี่ยงเป็นประจำทุกเดือน

ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2550 ธุรกิจเช่าซื้อของบริษัทฯและบริษัทย่อย ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงโดยรวมปรับ เพิ่มขึ้น จากปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความเสี่ยงด้านเครดิต และความเสี่ยงด้านปฏิบัติการปรับตัวเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงด้าน ตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการลงทุนเพิ่มในหลักทรัพย์

เมื่อพิจารณาโดยภาพรวม ความเสี่ยงของบริษัทฯและบริษัทย่อยยังคงอยู่ภายใต้ระดับเพดานความเสี่ยงที่กำหนด ในเดือน กรกฎาคม ธนาคารโนวาสโกเทียได้เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนในธนาคารธนชาต ทำให้เงินกองทุนขั้นที่ 1 ของบริษัทฯและบริษัทย่อยปรับ เพิ่มสูงขึ้น โดยบริษัทฯและบริษัทย่อย ยังมีเงินกองทุนหลังจัดสรรความเสี่ยงดังกล่าวในปริมาณที่มากเพียงพอที่จะรองรับการ ขยายตัวของธุรกิจในอนาคตตามเป้าหมายที่วางไว้