บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน)
คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ งวดไตรมาสที่1 ของปี 2550
(งบการเงินฉบับสอบทาน)
ภาวะเศรษฐกิจและการเงินการธนาคารไทยปี 2550
จากปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีแนวโน้มจะขยายวงกว้าง ผนวกกับเหตุการณ์การวางระเบิด
ในกรุงเทพ ฯ ช่วงเทศกาลปีใหม่ ปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง การเบิกจ่ายเงินงบประมาณที่ไม่เป็นไปตามที่
หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ และปัญหาการดำเนินมาตรการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้นของ
ธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจของผู้ประกอบการ
ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2550 เป็นต้นมา โดยผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น
แม้ว่าจะยังคงมีเม็ดเงินอยู่ในมือ ขณะที่ผู้ประกอบการหรือนักลงทุนก็ชะลอการลงทุน เพื่อรอดูความชัดเจนของ
ทิศทางเศรษฐกิจ และแนวทางการคลี่คลายสถานการณ์ต่างๆ ส่งผลให้อุปสงค์ภายในประเทศในช่วงไตรมาส
1 ปี 2550 หดตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน
สำหรับภาคการส่งออกซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักในปี 2549 นั้นก็กำลังเผชิญกับปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น
อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย จะใช้ความพยายามและมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมค่าเงินบาท
แต่อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเฉลี่ยในไตรมาสที่ 1 ปี 2550 ซึ่งอยู่ที่ 35.59 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ยังคงแข็งค่าขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเฉลี่ยในไตรมาสที่ 4 ปี 2549 ที่ 36.57 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันและความสามารถในการทำกำไรของผู้ส่งออกลดลง อย่างไรก็ดี
ภาคการนำเข้าชะลอตัวลง ตามอุปสงค์ภายในประเทศ ส่งผลให้ดุลการค้าในไตรมาสที่ 1 ปี 2550 ยัง
มีแนวโน้มที่จะเกินดุล
ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรืออัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน คณะกรรมการนโยบายการเงินของ
ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง มาอยู่ที่ 4.5% ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2550
ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ปรับตัวลงในทิศทางเดียวกัน
เหตุการณ์สำคัญ
ในไตรมาสที่ 1 ปี 2550 มีปัจจัยและเหตุการณ์สำคัญที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจและฐานะทางการเงินของบริษัทฯ
และบริษัทย่อยดังนี้ คือ
1. บริษัทฯ ได้มีการตกลงทำสัญญาซื้อขายหุ้นสามัญของธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ
ถือหุ้นในอัตราร้อยละ99.36 ของทุนที่ออกและเรียกชำระแล้วกับ The Bank of Nova Scotia Asia
Limited "Scotiabank"(ธนาคารแห่งโนวาสโกเทีย) เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2550 เพื่อเข้ามาร่วมลงทุน
และร่วมบริหารในธนาคารธนชาต ซึ่งการร่วมทุนในครั้งนี้จะช่วยเสริมความมั่นคง เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน
และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งธุรกิจเช่าซื้อซึ่งธนาคารเป็นผู้นำ รวมทั้งธุรกิจและบริการด้านอื่นๆ โดยทาง
ธนาคารแห่งโนวาสโกเทีย มีความประสงค์จะซื้อหุ้นสามัญของธนาคารในสัดส่วนร้อยละ 49 ของทุนที่ออกและ
เรียกชำระแล้วของธนาคารโดยแบ่งการซื้อออกเป็น 1 หรือ 2 ขั้นตอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการอนุญาตของทางการ ดังนี้
1) การดำเนินการซื้อหุ้นของธนาคารในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 24.99 โดย
- ซื้อหุ้นสามัญบางส่วนจากบริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) จำนวนประมาณ 157 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ
16.37 บาท
- ซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจากธนาคาร จำนวนประมาณ 276 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 16.37 บาท
2) กรณีได้รับอนุญาตจากทางการให้ซื้อหุ้นของธนาคารในส่วนที่เกินร้อยละ 24.99 จนถึงร้อยละ 49
ทางธนาคารแห่งโนวาสโกเทียจะดำเนินการซื้อหุ้นดังกล่าว โดยแบ่งเงื่อนไขการซื้อออกเป็น 2 ช่วง คือ
- Obligation Period : ธนาคารแห่งโนวาสโกเทีย จะซื้อหุ้นในราคาหุ้นละ 1.6เท่าของมูลค่า
ตามบัญชีต่อหุ้น คำนวณโดยหักจำนวนเงินและจำนวนหุ้นที่ธนาคารแห่งโนวาสโกเทียได้เพิ่มทุนไปก่อนหน้าแล้ว
(adjusted net book value per adjusted shares) โดยช่วงเวลานี้จะสิ้นภายในปี 2550
เว้นแต่มีการแจ้งขยายระยะเวลาภายในเดือนกันยายน 2550 กำหนดการดังกล่าวจะขยายไปจนถึงสิ้นปี
2551
- Call Period จะมีอายุ 4 ปี หลังจากสิ้นสุด Obligation Period โดยทางธนาคารแห่งโนวาสโกเทีย
จะซื้อหุ้นในราคาหุ้นละ 1.7 เท่าของมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นคำนวณโดยหักจำนวนเงินและจำนวนหุ้น
ที่ธนาคารแห่งโนวาสโกเทียได้เพิ่มทุนไปก่อนหน้าแล้ว (adjusted net book value per adjusted
shares)
การทำธุรกรรมซื้อขายหุ้นจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อมีการยื่นเอกสารครบถ้วนและได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล
โดยคาดว่าขั้นตอนดังกล่าวจะเสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2550 ในการทำธุรกรรมครั้งนี้ จะทำให้
ธนาคารแห่งโนวาสโกเทียสามารถส่งตัวแทนเข้าร่วมในคณะกรรมการบริหารของธนาคารธนชาตได้ตามสัดส่วน
รวมทั้งมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการธนาคารธนชาตอย่างมีนัยสำคัญ
2. คณะธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) (บริษัทย่อย) เสนอขออนุมัติต่อผู้ถือหุ้นเพื่อเพิ่มทุนโดยการออกหุ้นสามัญใหม่
จำนวน 676 ล้านหุ้น โดยแบ่งการจัดสรรออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้
1) จัดสรรเพื่อเสนอขายเฉพาะเจาะจงให้แก่ Scotiabank จำนวน 276 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ
16.37 บาท
2) หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 400 ล้านหุ้น มีมติให้ออกเพื่อจัดสรรแก่ผู้ถือหุ้นเดิมมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท
(Par value)
3. คณะกรรมการบริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) ได้อนุมัติในหลักการให้จำหน่ายหุ้นบริษัทในกลุ่มธนชาตที่
ประกอบธุรกิจการเงินและธุรกิจสนับสนุน จำนวน 8 บริษัท (1.บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน), 2.
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนธนชาต จำกัด, 3.บริษัทธนชาตประกันภัย จำกัด, 4.บริษัทธนชาตประกันชีวิต จำกัด,
5.บริษัทธนชาตแมเนจเม้นท์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด, 6.บริษัทธนชาตกฎหมายและประเมินราคา จำกัด,
7.บริษัท ธนชาตกรุ๊ป ลีสซิ่ง จำกัด, 8.บริษัท ธนชาต โบรกเกอร์ จำกัด) ที่บริษัททุนธนชาตถืออยู่
ตามแผนการปรับโครงสร้างการถือหุ้นในกลุ่มธนชาตให้ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ในราคามูลค่าตาม
บัญชี (Book value) ล่าสุด ก่อนทำการซื้อขาย ซึ่งมีมูลค่ารวมไม่เกิน 4,670 ล้านบาท
การจำหน่ายดังกล่าวเป็นการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการภายในกลุ่ม ซึ่งไม่มีผลกระทบ
ต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัทฯแต่อย่างใด ทั้งนี้การดำเนินการ
ดังกล่าวอยู่ระหว่างขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น และธนาคารแห่งประเทศไทย
4. บริษัทฯและบริษัทย่อย ได้เปลี่ยนวิธีการรับรู้รายได้ของธุรกรรมเช่าซื้อ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550
โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญดังนี้
-รายได้ดอกเบี้ยจากการให้เช่าซื้อ เปลี่ยนการรับรู้รายได้ดอกผลเช่าซื้อจากวิธีผลรวมจำนวนตัวเลข
(Sum of the year digits) เป็นการรับรู้รายได้ด้วยวิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective rate)
-สำหรับสัญญาที่เกิดขึ้นใหม่ในปี 2550 ของบริษัทย่อย(ธนาคาร) จะนำต้นทุนทางตรงเมื่อแรกเริ่มจากการ
บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทันทีในเดือนที่เกิดสัญญา มาทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายจากรายได้ดอกเบี้ยเช่าซื้อตลอดอายุ
สัญญา โดยจะแสดงดอกเบี้ยเช่าซื้อเป็นยอดสุทธิหลังหักต้นทุนทางตรงดังกล่าวในงบกำไรขาดทุน
5. จากการที่สภาวิชาชีพบัญชีได้ออกประกาศสภาวิชาชีพบัญชีฉบับที่ 26/2549 เรื่อง การปฏิบัติตามวิธีการบัญชี
เกี่ยวกับมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 44 เรื่อง งบการเงินรวมและการบัญชีสำหรับเงินลงทุนในบริษัทย่อย
กำหนดให้เปลี่ยนแปลงวิธีการบันทึกบัญชีเงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมในงบการเงินเฉพาะของบริษัทฯ
จากวิธีส่วนได้เสีย (Equity method) เป็นวิธีราคาทุน (Cost method) ซึ่งอาจมีผลทำให้
กำไรและกำไรสะสมในงบการเงินเฉพาะและงบการเงินรวมแตกต่างกัน ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเพียง
การเปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชีเท่านั้น มิได้ทำให้ปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯเปลี่ยนแปลงไป
6. คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้เสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของบริษัทฯ เพื่อพิจารณาจ่ายเงินปันผลให้แก่
ผู้ถือหุ้นทุกรายจากผลการดำเนินงานสำหรับงวด 6 เดือนหลังของปี 2549ในอัตราหุ้นละ 0.50 บาท
รวมเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น 667 ล้านบาท
7. ในส่วนของพัฒนาการด้านช่องทางต่างๆ ธนาคารธนชาต (บริษัทย่อย) มีการเปิดสาขาเพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนอีก
จำนวน 10 สาขา ทำให้ ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2550 ธนาคารมีจำนวนสาขารวมทั้งสิ้น 143 สาขา
(ไม่รวมสำนักงานใหญ่) แบ่งเป็นสาขากรุงเทพฯ และปริมณฑล 78 สาขา และต่างจังหวัด 65 สาขา
รวมทั้งได้มีการติดตั้งเครื่อง ATM เพิ่มขึ้นอีกรวมเป็น 260 เครื่อง และเปิดสำนักแลกเปลี่ยนเงินตราเพิ่มเป็น
53 แห่ง
สรุปภาพรวมของบริษัท
ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ของปี 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อย มีสินทรัพย์รวม 302,564 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก
286,768 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2549 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 อันเกิดจากการขยายตัวเพิ่มขึ้นของเงินรับฝาก
จากจำนวน 198,527 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2549 เป็น 203,339 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2550
หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 อันเป็นผลจากกลยุทธ์เชิงรุกด้วยการออกผลิตภัณฑ์ด้านเงินฝากใหม่ๆ
และการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง อันจะเป็นการช่วยเสริมสร้างสภาพคล่องแก่ธนาคารในการที่จะขยาย
ธุรกิจได้อย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งเงินฝากที่เพิ่มขึ้นเป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญที่สนับสนุนการเติบโตอย่างมากของสินเชื่อ
เช่าซื้อ ทำให้ธุรกิจเช่าซื้อมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 6.8 จากสิ้นปี
2549 และมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผู้นำตลาดในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่อยู่ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ธนาคารยังมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจอย่างแข็งแกร่งของ
ธนาคาร
สำหรับผลการดำเนินงานของไตรมาสที่ 1 ของปี 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีกำไรก่อนภาษีเงินได้
และส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเท่ากับ 1,235 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนเท่ากับ 1,119 ล้านบาท
หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 964.7 มีภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นจำนวน 458 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 226.7
ทำให้มีกำไรสุทธิเท่ากับ 577 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 694 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 593.2
และมีกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.43 บาท การเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิเป็นผลมาจากบริษัทฯและบริษัทย่อยได้ปรับปรุง
หลักเกณฑ์การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ออกไว้เมื่อเดือนธันวาคม 2549 เพื่อรองรับการปฏิบัติตาม IAS 39 ครบถ้วนแล้วในไตรมาสนี้ โดยปรับปรุงการ
ให้มูลค่าหลักประกันของลูกหนี้ เช่น ลูกหนี้เช่าซื้อสามารถนำมูลค่ายานพาหนะที่เป็นหลักประกันมาหักออกจากมูลหนี้
ก่อนการกันสำรองได้ ซึ่งผลจากการดำเนินการดังกล่าวได้สะท้อนอยู่ในผลการดำเนินงานของบริษัทฯและบริษัทย่อย
แล้ว รวมทั้งการเปลี่ยนวิธีการบันทึกบัญชีการรับรู้รายได้ของธุรกรรมเช่าซื้อของบริษัทฯและบริษัทย่อยตามที่ได้กล่าว
ไว้แล้วข้างต้นซึ่งมีผลให้ธนาคาร(บริษัทย่อย)มีค่าใช้จ่ายจากธุรกรรมเช่าซื้อลดลงประกอบกับบริษัทฯ
และบริษัทย่อยสามารถบริหารค่าใช้จ่ายอื่นได้ดี และผลจากภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงส่งผลให้ต้นทุนด้านเงินฝาก
ลดลงจากไตรมาสก่อน อีกทั้งแผนในการเปิดสาขาสำหรับในไตรมาสแรกของปี 2550 เพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง
ส่วนการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของบริษัทฯ และบริษัทย่อยยังคงทำอย่างต่อเนื่อง
เพื่อเป็นการสร้างพื้นฐานที่มั่นคงในการรองรับการขยายธุรกิจอย่างมีเสถียรภาพ
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ บริษัทฯและบริษัทย่อยมีเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) ณ วันที่ 31 มีนาคม 2550 เท่ากับ
10,119 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2549 จำนวน 352 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.6 สำหรับอัตราส่วน NPLs
ต่อสินเชื่อกลุ่มลดลงจากสิ้นปี 2549 จากร้อยละ 4.7 เป็นร้อยละ 4.6
ด้านค่าเผื่อสำรองหนี้สงสัยจะสูญสำหรับบริษัทฯและบริษัทย่อยมียอดสำรอง รวมทั้งสิ้น 6,553 ล้านบาท ลดลงจาก
สิ้นปี 2549 จำนวน 467 ล้านบาท หรือ ลดลงร้อยละ 6.7 แบ่งเป็นสำรองหนี้สูญเฉพาะราย 6,109 ล้านบาท
และสำรองเผื่อความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเท่ากับ 444 ล้านบาท
ทั้งนี้ ยอด NPLs-net ของบริษัทฯและบริษัทย่อย มีจำนวน 4,611 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.2
ของสินเชื่อกลุ่มหักสำรองของ NPLs
วิเคราะห์ผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงิน
-ผลการดำเนินงาน
สรุปผลการดำเนินงาน
ผลการดำเนินงานของบริษัทฯและบริษัทย่อยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2550 มีกำไรสุทธิเท่ากับ 577 ล้านบาท
ในขณะที่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2549 มีขาดทุนสุทธิเท่ากับ 117 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 593.2
โดยมีรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิจำนวน 1,772 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนร้อยละ 1.6
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มจากรายได้ดอกเบี้ยเช่าซื้อรถยนต์ซึ่งมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งต้นทุนทางการเงินลดลงจากไตรมาสก่อน อย่างไรก็ตามรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยยังคงเพิ่มขึ้นเนื่องจาก
การขยายตัวของธุรกิจในกลุ่มธนชาต รวมทั้งการลดลงของค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยอันเนื่องมาจากบริษัทฯ
และบริษัทย่อยสามารถบริหารค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้นทำให้บริษัทฯและบริษัทย่อยมีกำไรก่อนภาษีเงินได้
และผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเท่ากับ 1,235 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายภาษีเพิ่มสูงขึ้นจากไตรมาสก่อนถึงร้อยละ 226.7
และเมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิลดลงร้อยละ 22.9 ทั้งนี้ผลกำไร(ขาดทุน)
สุทธิดังกล่าวเกิดจากองค์ประกอบหลักๆ ดังต่อไปนี้
(หน่วย: ล้านบาท)
ไตรมาสที่ 1 ไตรมาสที่ 4 เปลี่ยนแปลง ไตรมาสที่ 1 เปลี่ยนแปลง
ปี 2550 ปี 2549 (%qoq) ปี 2549 (%yoy)
รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล 4,519 4,803 (5.9) 3,406 32.7
ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย 2,747 3,059 (10.2) 1,667 64.8
รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิ 1,772 1,744 1.6 1,739 1.9
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 1,904 1,882 1.2 2,101 (9.4)
ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย 2,902 3,402 (14.7) 2,620 10.8
กำไรก่อนหักหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ 774 224 245.5 1,220 (36.6)
โอนกลับหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ 461 (108) 526.9 (63) 831.7
(หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ)
กำไรก่อนภาษีเงินได้และ
ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย 1,235 116 964.7 1,157 6.7
ภาษีเงินได้ (660) (202) 226.7 (390) 69.2
ขาดทุน(กำไร)ของส่วนของ
ผู้ถือหุ้นส่วนน้อย 2 (31) 106.5 (19) 110.5
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 577 (117) 593.2 748 (22.9)
-รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิ
ในไตรมาสแรก ของปี 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อย มีรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิจำนวน 1,772 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 28 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 ทั้งนี้ รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลในไตรมาสที่ 1
ของปี 2550 มีจำนวน 4,519 ล้านบาทลดลงจากไตรมาสก่อนจำนวน 284 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 5.9
สำหรับค่าใช้จ่ายจากการกู้ยืมของบริษัทฯและบริษัทย่อยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2550 ลดลงจากจำนวน 3,059
ล้านบาท ในไตรมาสก่อน เป็น 2,747 ล้านบาท ลดลง 312 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 10.2
เนื่องจากมีการปรับลดของอัตราดอกเบี้ยลงจากไตรมาสก่อน โดยยอดเงินกู้ยืมและเงินรับฝากของ
บริษัทย่อย ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2550 เพิ่มขึ้นจากจำนวน 248,069 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2549 เป็น 262,980
ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14,911 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0
-รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย
ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจำนวน 1,904 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก
ไตรมาสก่อน 22 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 โดยมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากรายได้จากการรับประกันภัย
/ประกันชีวิต และส่วนลดค่าเบี้ยประกันภัยรับ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.1 และร้อยละ 17.4 ตามลำดับ
ในขณะที่กำไรจากการรับชำระหนี้/ขายหนี้ ลดลง 188 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 84.7 และเมื่อเทียบกับ
ไตรมาสเดียวกันของปีก่อน รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 197 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 9.4
(หน่วย: ล้านบาท)
ไตรมาสที่ 1 ไตรมาสที่ 4 เปลี่ยนแปลง ไตรมาสที่ 1 เปลี่ยนแปลง
ปี 2550 ปี 2549 (%qoq) ปี 2549 (%yoy)
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย
ค่านายหน้าค้าหลักทรัพย์ 130 173 (24.9) 205 (36.6)
กำไร(ขาดทุน)จากเงินลงทุน (33) (125) (73.6) 171 (119.3)
ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนใน
บริษัทร่วมตามวิธีส่วนได้เสีย-สุทธิ 70 37 89.2 56 25.0
ค่าธรรมเนียมและบริการ 275 306 (10.1) 195 41.0
ส่วนลดค่าเบี้ยประกันภัยรับ 169 144 17.4 170 (0.6)
กำไรจากการปริวรรต 13 14 (7.1) 4 225.0
กำไรจากการรับชำระหนี้/ขายหนี้ 34 222 (84.7) 269 (87.4)
รายได้จากการรับประกันภัย 1,004 904 11.1 579 73.4
/ประกันชีวิต
กำไรจากทรัพย์สินรอการขาย 89 100 (11.0) 324 (72.5)
รายได้อื่น 153 107 43.2 128 25.8
รวมรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 1,904 1,882 1.2 2,101 (19.4)
- ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย
ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย จำนวน 2,902 ล้านบาท ลดลงจาก
ไตรมาสก่อน 500 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 14.7 เป็นผลมาจากการเปลี่ยนวิธีการบันทึกบัญชีตามที่ได้กล่าวใน
ข้างต้น ทำให้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับธุรกิจเช่าซื้อลดลง อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัย/ประกันชีวิตเพิ่มขึ้น
จากไตรมาสก่อน 126 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.9
และเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 282 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ
10.8 ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาคารสถานที่และอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน
ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.5 และร้อยละ 11.6 ตามลำดับ ทั้งนี้เนื่องมาจากการเพิ่มสาขาของธนาคาร ซึ่ง ณ 31
มีนาคม 2550 ธนาคารมีสาขาทั้งสิ้น 143 สาขา ในขณะที่สิ้นปีก่อนมีสาขา 133 สาขา นอกจากนั้นแล้วค่าใช้จ่าย
ในการรับประกันภัย/ประกันชีวิต เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 318 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 62.1
(หน่วย: ล้านบาท)
ไตรมาสที่ 1 ไตรมาสที่ 4 เปลี่ยนแปลง ไตรมาสที่ 1 เปลี่ยนแปลง
ปี 2550 ปี 2549 (%qoq) ปี 2549 (%yoy)
ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน 665 720 (7.6) 596 11.6
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาคาร 317 350 (9.4) 272 16.5
สถานที่และ อุปกรณ์
ค่าภาษีอากร 108 143 (24.5) 130 (16.9)
ค่าธรรมเนียมและบริการ 44 62 (29.0) 57 (22.8)
ค่าตอบแทนกรรมการ 5 5 0.0 5 0.0
เงินสมทบกองทุนเพื่อการฟื้นฟู 200 210 (4.8) 171 17.0
และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
ค่านายหน้าเช่าซื้อ - 415 (100.0) 379 (100.0)
ค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัย 830 704 17.9 512 62.1
/ประกันชีวิต
ค่าใช้จ่ายอื่น 733 793 (7.6) 498 47.2
รวมค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย 2,902 3,402 (14.7) 2,620 10.8
-หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ
ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีการโอนกลับหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ เป็นจำนวน 461 ล้านบาท
ในขณะที่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2549 มีการตั้งหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญเป็นจำนวน 108 ล้านบาท เป็นผลจาก
การที่บริษัทฯและบริษัทย่อย ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ โดยการนำมูลค่าหลักประกันมาหัก
ออกจากยอดหนี้ของลูกหนี้ในการกันเงินสำรองสำหรับลูกหนี้ด้อยคุณภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ใหม่ของ
ธปท. ที่ได้เริ่มประกาศใช้เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาครบถ้วนแล้ว โดยในกรณีลูกหนี้ด้อยคุณภาพได้กันสำรองเพิ่มขึ้น
เป็นอัตราร้อยละ 100 สำหรับส่วนต่างระหว่างยอดหนี้ตามบัญชีกับมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับ
จากการจำหน่ายหลักประกัน ในขณะเดียวกัน กรณีหนี้จัดชั้นปกติ และกล่าวถึงเป็นพิเศษ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้
ปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการให้มูลค่าหลักประกันของลูกหนี้ โดยลูกหนี้เช่าซื้อสามารถนำมูลค่ายานพาหนะที่เป็นหลัก
ประกันมาหักออกจากมูลหนี้ก่อนการกันสำรองได้ ทั้งนี้การปรับปรุงตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวของธนาคารแห่งประเทศ
ไทย บริษัทฯและบริษัทย่อยได้ดำเนินการเร็วกว่าที่ทางการกำหนดไว้
-ฐานะทางการเงิน
สรุปฐานะทางการเงิน
(หน่วย: ล้านบาท)
การเปลี่ยนแปลง
31 มี.ค. 50 31 ธ.ค. 49 เพิ่ม (ลด) ร้อยละ
สินทรัพย์
รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน-ที่มีดอกเบี้ย 15,874 23,980 (8,106) (33.8)
หลักทรัพย์ซื้อโดยมีสัญญาขายคืน 14,000 6,300 7,700 122.2
เงินลงทุน-สุทธิ 43,029 35,349 7,680 21.7
เงินให้สินเชื่อ 216,449 208,178 8,271 4.0
รวมสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (Earning assets) 289,352 273,807 15,545 5.7
สินทรัพย์อื่น 13,212 12,961 251 1.9
รวมสินทรัพย์ (Total assets) 302,564 286,768 15,796 5.5
หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น
เงินฝาก 203,339 198,527 4,812 2.4
รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน-ที่มีดอกเบี้ย 4,290 4,339 (49) (1.1)
เงินกู้ยืมระยะสั้น 32,142 18,460 13,682 74.1
เงินกู้ยืมระยะยาว 22,247 26,575 (4,328) (16.3)
รวมหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่าย 262,018 247,901 14,117 5.7
หนี้สินอื่น 15,903 14,897 1,006 6.8
รวมหนี้สิน 277,921 262,798 15,123 5.8
ส่วนของผู้ถือหุ้น 24,643 23,970 673 2.8
รวมหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น 302,564 286,768 15,796 5.5
- สินทรัพย์
บริษัทฯและบริษัทย่อยมีการเติบโตของสินทรัพย์เพิ่มจาก 286,768 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2549 เป็น 302,564 ล้านบาท
ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ของปี 2550 หรือคิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 โดยประกอบด้วยรายการหลัก คือ
เงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับสุทธิ เท่ากับ 210,007 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 69.4 ของสินทรัพย์รวม
และเงินลงทุนสุทธิเท่ากับ 43,029 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 14.2 ของสินทรัพย์รวม โดยมีรายการที่มีการ
เปลี่ยนแปลงที่สำคัญดังนี้
- ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2550 ยอดลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อมีจำนวน 174,374 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 80.5
ของยอดเงินให้สินเชื่อทั้งหมด และเมื่อเปรียบเทียบกับสิ้นปีก่อน ซึ่งมีจำนวนเท่ากับ 163,259 ล้านบาท
ยอดลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 6.8 และสำหรับยอดสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่ปล่อยใหม่ในไตรมาสที่ 1
ของปี 2550 มีจำนวน 26,356 ล้านบาท เปรียบเทียบกับจำนวน 25,299 ล้านบาท ในงวดเดียวกันของปีก่อน
เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 สำหรับยอดรวมจำนวนรถยนต์ที่บริษัทฯและบริษัทย่อย ให้สินเชื่อเช่าซื้อ ณ สิ้นไตรมาสที่ 1
ปี 2550 มีจำนวนถึง 614,081 คัน โดยเพิ่มจากสิ้นปีที่แล้ว 36,915 คัน ยังผลให้รายได้ดอกเบี้ยสินเชื่อ
เช่าซื้อของบริษัทฯ และบริษัทย่อยในไตรมาสนี้ เพิ่มขึ้น
- หลักทรัพย์ซื้อโดยมีสัญญาขายคืนมีจำนวน 14,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2549 จำนวน 7,700 ล้านบาท
หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 122.2 เพื่อเป็นการบริหารสภาพคล่องส่วนเกินเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ
- เงินลงทุนสุทธิ มีจำนวนทั้งสิ้น 43,029 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน จำนวน 7,680 ล้านบาท
หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.7 ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนในตราสารต่างประเทศ เพื่อเป็นการบริหารสภาพคล่อง
ของธนาคาร (บริษัทย่อย)
- รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน ? ที่มีดอกเบี้ยมีจำนวน 15,874 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2549
จำนวน 8,106 ล้านบาท หรือร้อยละ 33.8
- ทรัพย์สินรอการขายสุทธิ ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ของปี 2550 มีจำนวนทั้งสิ้น 7,836 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี
2549 จำนวน 585 ล้านบาท ทั้งนี้ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อย มีกำไรจากทรัพย์สิน
รอการขายเป็นจำนวน 89 ล้านบาท และมีสำรองเพื่อครอบคลุมความเสี่ยงใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นแก่ทรัพย์สิน
ดังกล่าวจำนวน 851 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2549 จำนวน 9 ล้านบาท
-หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น
ณ 31 มีนาคม 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีหนี้สินรวมอยู่ที่ 277,921 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2549 จำนวน
15,123 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8 โดยมีรายการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญดังนี้
- เงินฝาก ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ของปี 2550 มีจำนวนทั้งสิ้น 203,339 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,812 ล้านบาท จาก
198,527 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2549 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4
- เงินกู้ยืมรวมมีจำนวน 54,389 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินกู้ยืมระยะสั้น 32,142 ล้านบาท และเงินกู้ยืมระยะยาว
จำนวน 22,247 ล้านบาท ซึ่งเงินกู้ยืมระยะยาวนี้เป็นการกู้ยืมเพื่อปรับโครงสร้างทางการเงิน
ให้สอดคล้องกับการใช้ไปของเงินทุนมากขึ้น สำหรับเงินกู้ยืมรวมเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2549 มีจำนวนเพิ่มขึ้น 9,354
ล้านบาท จาก 45,035 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.8
ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ของปี 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 24,643 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ
2.8 จากจำนวน 23,970 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2549 ซึ่งเป็นผลมาจากผลกำไรจากการดำเนินงาน
ของบริษัทฯ และบริษัทในเครือ
- คุณภาพของสินทรัพย์
- การกระจุกตัวของเงินให้สินเชื่อ
เงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับของบริษัทฯและบริษัทย่อย ณ 31 มีนาคม 2550 เพิ่มขึ้นจาก 208,455
ล้านบาท ณ สิ้นปี 2549 เป็น 216,717 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.0 โดยรายละเอียดของเงินให้สินเชื่อ
ณ 31 มีนาคม 2550 มีดังนี้
(หน่วย: ล้านบาท)
ประเภทธุรกิจ 31 มีนาคม 50 31 ธันวาคม 49
ล้านบาท สัดส่วน ล้านบาท สัดส่วน
การผลิตและพาณิชย์ 5,902 2.7% 5,914 2.8%
อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 7,031 3.2% 7,524 3.6%
สาธารณูปโภคและบริการ 7,794 3.6% 7,996 3.9%
เช่าซื้อ 174,374 80.5% 163,259 78.3%
เคหะ 9,484 4.4% 9,793 4.7%
อื่นๆ 12,400 5.7% 14,243 6.8%
หัก กำไรจากการโอนขายเงินให้สินเชื่อระหว่างกัน (268) (0.1)% (274) (0.1)%
รวม 216,717 100.0% 208,455 100.0%
- เงินให้สินเชื่อจัดชั้นตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ของบริษัทฯและบริษัทย่อยที่เป็นสถาบันการ
เงิน (ธนาคาร และบริษัทบริหารสินทรัพย์)
(หน่วย: ล้านบาท)
มูลหนี้/มูลค่าตามบัญชี ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่บันทึกตามบัญชี
31 มี.ค.50 31 ธ.ค.49 31 มี.ค.50 31 ธ.ค.49
จัดชั้นปกติ 183,206 177,285 432 1,556
จัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ 18,679 16,762 110 187
จัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน 2,168 2,525 1,095 900
จัดชั้นสงสัย 2,320 1,943 1,165 776
จัดชั้นสงสัยจะสูญ 5,252 4,927 2,828 2,666
รวม 211,625 203,442 5,630 6,085
สำรองหนี้สูญทั่วไป 444 486
รวมสำรองหนี้สูญทั้งหมด 6,074 6,571
หมายเหตุ มูลหนี้ของลูกหนี้จัดชั้นปกติและจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ ไม่รวมดอกเบี้ยค้างรับ
- สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs)
บริษัทฯและบริษัทย่อยมีเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ 31 มีนาคม 2550 เท่ากับ 10,119 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น
ร้อยละ 4.6 ของเงินให้สินเชื่อรวมของบริษัทฯและบริษัทย่อย โดยหนี้ด้อยคุณภาพของบริษัทฯและบริษัทย่อย
แยกตามประเภทสินเชื่อ ได้ดังนี้
(หน่วย: ล้านบาท)
31 มีนาคม 50 %ต่อสินเชื่อกลุ่ม 31 ธันวาคม 49 %ต่อสินเชื่อกลุ่ม
เช่าซื้อ 2,398 1.1% 2,167 1.0%
อื่นๆ* 7,721 3.5% 7,600 3.7%
รวม 10,119 4.6% 9,767 4.7%
*ส่วนใหญ่เป็นหนี้ด้อยคุณภาพ (NPLs) ของบริษัทบริหารสินทรัพย์
สำหรับยอดหนี้ด้อยคุณภาพของบริษัทในกลุ่มธนชาต แยกตามบริษัทและเปรียบเทียบกับยอดสินเชื่อรวมของ
ทั้งกลุ่มธนชาต มีดังนี้
(หน่วย: ล้านบาท)
31 มีนาคม 50 %ต่อสินเชื่อกลุ่ม 31 ธันวาคม 49 %ต่อสินเชื่อกลุ่ม
บมจ.ทุนธนชาต 1,530 0.7% 1,500 0.7%
บมจ.ธนาคาร ธนชาต 3,589 1.6% 3,281 1.6%
บมจ.หลักทรัพย์ ธนชาต 307 0.1% 307 0.1%
บจ.บริหารสินทรัพย์ เอ็น เอฟ เอส 4,138 1.9% 4,192 2.0%
บจ.บริหารสินทรัพย์ แม๊กซ์ 416 0.2% 360 0.2%
อื่นๆ 139 0.1% 127 0.1%
รวม 10,119 4.6% 9,767 4.7%
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีสินเชื่อด้อยคุณภาพตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย
จำนวน 10,119 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2549 จำนวน 352 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.6 โดยมีอัตรา
ส่วน NPLs ต่อสินเชื่อกลุ่มอยู่ที่ร้อยละ 4.6 ลดลงจากสิ้นปีก่อนซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 4.7 ทั้งนี้ ยอด NPLs-net
ของบริษัทฯและบริษัทย่อย มีจำนวน 4,611 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.2 ของสินเชื่อกลุ่มหักสำรองของ NPLs
ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ของปี 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อยมียอดสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ รวมทั้งสิ้น
6,553 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 64.8 ของสินเชื่อด้อยคุณภาพ ลดลงจากสิ้นปี 2549 จำนวน 467 ล้านบาท
หรือลดลงร้อยละ 6.7 แบ่งเป็นสำรองหนี้สูญเฉพาะราย 6,109 ล้านบาท และสำรองเผื่อความเสี่ยงที่อาจ
เกิดขึ้นในอนาคตเท่ากับ 444 ล้านบาท ดังนั้นการตั้งสำรองหนี้สูญของบริษัทฯและบริษัทย่อยจะสูงกว่าเกณฑ์ของ
ธนาคารแห่งประเทศไทย อันเป็นนโยบายในการตั้งสำรองอย่างระมัดระวัง และเป็นการปกป้องความเสี่ยงใน
ทุกด้านที่จะไม่ให้มีผลกระทบต่อการดำเนินงานอย่างรุนแรง อันจะเป็นการสร้างเสถียรภาพของผลประกอบการ
ของบริษัทฯและบริษัทย่อยในระยะยาว
ผลการดำเนินงานของบริษัทย่อย
(หน่วย: ล้านบาท)
บริษัทย่อย สัดส่วนการถือหุ้น ไตรมาสที่ 1 ไตรมาสที่ 4 ไตรมาสที่ 1
โดยตรง ปี 2550 ปี 2549 ปี 2549
บมจ. ธนาคาร ธนชาต 99.4% 128.8 (25.7) 50.4
บมจ. หลักทรัพย์ ธนชาต 100.0% (11.1) 93.9 22.9
บลจ. ธนชาต 75.0% 15.4 12.2 15.3
บจ. ธนชาตประกันภัย 78.0% (10.9) 6.2 (15.3)
บจ. ธนชาตประกันชีวิต 100.0% 48.4 57.9 31.6
บจ. บริหารสินทรัพย์ เอ็น เอฟ เอส 100.0% (127.2) (262.4) 388.4
บจ. บริหารสินทรัพย์ แม๊กซ์ 58.5% (4.3) 60.3 60.1
- ผลการดำเนินงานของกลุ่มธนชาตที่สำคัญ
- ธุรกิจธนาคารพาณิชย์
ในไตรมาสที่1 ของปี 2550 ธนาคารธนชาตได้มีการเปลี่ยนวิธีรับรู้รายได้ของธุรกรรมเช่าซื้อตั้งแต่วันที่
1 มกราคม 2550 ตามรายละเอียดที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น ซึ่งส่งผลให้ค่าใช้จ่ายจากธุรกรรมเช่าซื้อลดลง
รวมทั้งการรับรู้รายได้ลดลงแต่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Interest Spread) ปรับตัวดีขึ้นกว่าไตรมาสก่อน
เป็นผลมาจากต้นทุนอัตราดอกเบี้ยลดลงทำให้ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2550 ธนาคารมีผลการดำเนินงานจำนวน
129 ล้านบาทซึ่งสูงกว่าไตรมาสก่อนร้อยละ 596.2
- ธุรกิจหลักทรัพย์
เนื่องจากปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองรวมทั้งจากภาวะตลาดที่ซบเซาทำให้การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
ชะลอตัวส่งผลให้ในไตรมาสที่1 ของปี 2550 บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต มีรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์
ลดลงจากไตรมาสก่อน 43 ล้านบาทหรือลดลงร้อยละ 24.9 ทำให้ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2550 บริษัทหลักทรัพย์ฯ
มีผลขาดทุนสุทธิ 11 ล้านบาท ในขณะที่ไตรมาสก่อนมีกำไรสุทธิจำนวน 94 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามส่วนแบ่ง
ตลาดในไตรมาสที่ 1ของปี 2550 อยู่ที่ร้อยละ 3.6 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ร้อยละ 3.2
- ธุรกิจประกันภัย
ธุรกิจประกันภัยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ณ สิ้นไตรมาสที่1 ของปี 2550 บริษัทธนชาตประกันภัยมีรายได้
จากการรับประกันภัย 498 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 45 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.9 ทำให้มีกำไร
จากการรับประกันภัย 46 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน 16 ล้านบาท เนื่องจากมีค่าสินไหมทดแทนที่เพิ่มสูงขึ้น
ส่งผลให้บริษัทธนชาตประกันภัย มีผลขาดทุนสุทธิในไตรมาสนี้เท่ากับ 11 ล้านบาท ในขณะที่ไตรมาสก่อนมีกำไรสุทธิ
เท่ากับ 6 ล้านบาท
- ธุรกิจบริหารสินทรัพย์
ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ของปี 2550 บริษัทบริหารสินทรัพย์ เอ็น เอฟ เอส มีผลขาดทุนสุทธิ 127 ล้านบาท
ซึ่งได้รับผลกระทบจากการปรับปรุงหลักเกณฑ์การตั้งสำรองใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ได้ประกาศใช้เมื่อ
ปลายเดือนธันวาคม 2549 ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวได้ทำครบถ้วนเร็วกว่าที่ทางการกำหนดไว้
- การบริหารความเสี่ยงและปัจจัยความเสี่ยง
บริษัทฯและบริษัทย่อย มีการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยมีนโยบายและแนวทางในการบริหาร
ความเสี่ยงที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท มีหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบด้านบริหารความเสี่ยงคอยควบคุม
ดูแลเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง มีเครื่องมือที่ใช้ในการวัดค่าความเสี่ยงในด้านต่างๆ และทำการวิเคราะห์
ความเสี่ยงในแต่ละด้าน อันได้แก่ ความเสี่ยงด้านเครดิต ความเสี่ยงด้านตลาด ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย
ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ เป็นต้น เพื่อคำนวณวัดค่าความเสี่ยงต่างๆ และมีการกำหนดเพดานความเสี่ยง
(Risk Limit) และสัญญาณเตือนภัย (Warning Signal) ให้ผู้ปฏิบัติงานดำเนินการไม่ให้ค่าความเสี่ยง
เกินกว่าระดับเพดานความเสี่ยงที่กำหนด โดยคณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการบริษัทจะทำการติดตามผล
การทำงานในด้านการบริหารความเสี่ยงเป็นประจำทุกเดือน
ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2550 ธุรกิจเช่าซื้อของบริษัทฯและบริษัทย่อย ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทำให้ความเสี่ยง
ด้านเครดิต และความเสี่ยงด้านปฏิบัติการปรับตัวเพิ่มขึ้นขณะที่ความเสี่ยงด้านตลาดปรับตัวลดลงเป็นผลจากการที่
บริษัทฯ ได้ปรับลดเงินลงทุนลงประกอบกับสถานการณ์อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาโดยภาพรวม ความเสี่ยงของบริษัทฯและบริษัทย่อย ยังคงอยู่ภายใต้ระดับเพดานความเสี่ยงที่
กำหนด โดยบริษัทฯและบริษัทย่อย ยังมีเงินกองทุนหลังจัดสรรความเสี่ยงดังกล่าวในปริมาณที่มากเพียงพอที่จะ
รองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคตตามเป้าหมายที่วางไว้
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายบัญชีของเงินลงทุนในบริษัทย่อย
บริษัทฯ ได้เปลี่ยนแปลงนโยบายการบันทึกบัญชีของเงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม
ในงบการเงินเฉพาะกิจการจากวิธีส่วนได้เสียเป็นวิธีราคาทุนในไตรมาสที่ 1/2550 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2550
เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดใหม่ของมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 44 โดยบริษัทฯ
ได้ปรับปรุงย้อนหลังงบการเงินที่แสดงเปรียบเทียบด้วย โดยใช้ราคาทุนเดิม (Historical Cost)
เป็นราคาทุนเริ่มต้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าวทำให้กำไรสุทธิในงบการเงิน
เฉพาะกิจการไม่เท่ากับกำไรสุทธิในงบการเงินรวม โดยงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2550
งบการเงินรวมมีกำไรสุทธิ 577 ล้านบาท แต่งบการเงินเฉพาะกิจการมีกำไรสุทธิ 518 ล้านบาท
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงวิธีการบันทึกบัญชีดังกล่าว ทำให้งบการเงินเฉพาะกิจการสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่
31 มีนาคม 2550 และ 2549 แสดงกำไรสุทธิลดลงจำนวน 59 ล้านบาท และ 522 ล้านบาท ตามลำดับ (ลดลง
0.04 บาท ต่อหุ้น และ 0.39 บาทต่อหุ้น ตามลำดับ)
เนื่องจากงบการเงินเฉพาะกิจการไม่ได้รวมรายการส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน
ในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม และทำให้ในงบการเงินเฉพาะกิจการ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2550
แสดงยอดพส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยกว่าที่แสดงไว้ในงบการเงินรวมเป็นจำนวน 799 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายบัญชีดังกล่าวส่งผลต่อการแสดงรายการบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเงินลงทุนในบริษัทย่อย
ในงบการเงินเฉพาะกิจการเท่านั้น ไม่ได้มีผลกระทบต่อการจัดทำงบการเงินรวม
และปัจจัยพื้นฐานการทำธุรกิจของบริษัทฯ แต่อย่างใด
(หน่วย: ล้านบาท)
งบการเงินรวม งบการเงินเฉพาะของบริษัทฯ
31 มี.ค. 50 31 มี.ค. 49 31 มี.ค. 50 31 มี.ค. 49
กำไรสุทธิ 577 748 518 226
กำไรต่อหุ้น 0.43 0.56 0.39 0.17
31 มี.ค. 50 31 ธ.ค. 49 31 มี.ค. 50 31 ธ.ค. 49
ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ 23,777 23,104 23,978 22,557
