บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน)
คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ งวดไตรมาสที่ 2 และงวด 6 เดือนของปี 2550
(งบการเงินฉบับก่อนตรวจสอบ)
ภาวะเศรษฐกิจและการเงินการธนาคารไทยไตรมาสที่ 2 ปี 2550
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2550 ยังคงปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปัญหา ด้านเสถียรภาพทางการเมืองกลับมามีอิทธิพลเพิ่มขึ้นต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคอีกครั้ง ขณะที่ปัญหาทางด้านราคาน้ำมัน และปัญหาความ ไม่สงบภายในประเทศยังคงมีอยู่ ส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนหดตัวอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน
ขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างมาก กลายเป็นปัญหาสำคัญและเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ปี 2550 โดยนับตั้งแต่ ต้นปีเป็นต้นมา อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อเงินดอลลาร์สหรัฐ จนถึง ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2550 ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 4.3% (ทั้งนี้ ณ วันที่ 16 กรกฎาคม 2550 ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 7.8%) ส่งผลให้ภาคการส่งออก ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญในไตรมาสที่ 1 ปี 2550 ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก แม้ว่ามูลค่าการส่งออกในรูปของเงินดอลลาร์สหรัฐจะยังคงขยายตัวได้ในระดับสูง แต่รายได้ ของผู้ส่งออกที่เป็นรูปเงินบาทนั้นขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลง และผลจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้เริ่มมีการนำเข้าเครื่องจักร และวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเพิ่มสูงขึ้นจากไตรมาสก่อน ทำให้ดุลการค้าในไตรมาส 2 ปี 2550 มีแนวโน้มเกินดุลลดลง อย่างไรก็ดี เสถียรภาพต่างประเทศยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเงินสำรองระหว่างประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง
ในส่วนของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ในไตรมาส 2 ปี 2550 เฉลี่ยอยู่ที่ 1.9% และ 0.7% ตามลำดับ ลดลง จาก 2.4% และ 1.4% ในไตรมาสที่ 1 ผลจากแรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อที่ปรับลดลงนั้น ส่งผลให้ในช่วงไตรมาสที่ 2 คณะกรรมการ นโยบายการเงินของ ธปท. มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (R/P 1 วัน) ลงถึง 1.0% จาก 4.5% ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 มาอยู่ที่ 3.5% ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 โดยเป็นการปรับลดครั้งละ 0.5% ติดต่อกัน 2 ครั้ง และภายใต้สภาพคล่องส่วนเกินในระบบธนาคารพาณิชย์ ที่ยังคงปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับอัตรา ดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปีของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ปรับลดลงจาก 3.25-3.75% ต่อปี ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 มาอยู่ที่ 2.25-2.50% ต่อปี ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ปี 2550
เหตุการณ์สำคัญ
ในไตรมาสที่ 2 ปี 2550 มีปัจจัยและเหตุการณ์สำคัญที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจและฐานะทางการเงินของบริษัทฯและบริษัทย่อย ดังนี้ คือ
1. ตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปีของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550 ได้พิจารณาและอนุมัติรายการที่เกี่ยวกับ แผนการปรับโครงสร้างของกลุ่มดังนี้
- มีมติอนุมัติการจำหน่ายเงินลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทย่อย จำนวน 8 บริษัท ในจำนวนที่ถืออยู่ทั้งหมด ให้แก่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) (บริษัทย่อย) ซึ่งเป็นไปตามแผนการปรับโครงสร้างการถือหุ้นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามหลักเกณฑ์ การกำกับแบบรวมกลุ่ม ในราคามูลค่าตามบัญชี (Book Value) ล่าสุดก่อนทำการซื้อขาย หุ้น แต่มูลค่ารวมกันไม่เกิน 4,670 ล้านบาท นั้น บริษัทฯ ได้รับหนังสืออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 โดยอนุญาตให้บริษัทฯ จำหน่ายหุ้นสามัญของบริษัทย่อย 8 บริษัท ดังนี้
1) บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน)
2) บริษัท ธนชาตประกันชีวิต จำกัด
3) บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด
4) บริษัท ธนชาตกรุ๊ป ลิสซิ่ง จำกัด
5) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาต จำกัด
6) บริษัท ธนชาตโบรกเกอร์ จำกัด
7) บริษัท ธนชาตแมเนจเม้นท์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด
8) บริษัท ธนชาตกฎหมายและประเมินราคา จำกัดโดยบริษัทฯ ทำการจำหน่ายหุ้นสามัญบริษัทย่อยทั้ง 8 บริษัท ให้แก่ธนาคารธนชาตเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2550 ในราคารวม 4,158 ล้านบาท โดยราคาขายอ้างอิงจากมูลค่าสุทธิตามบัญชี ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2550 ของบริษัทย่อย
- บริษัทฯ ได้ลงนามในการทำสัญญาขายหุ้นสามัญของธนาคารธนชาต กับ ธนาคารแห่งโนวาสโกเทีย เอเชีย ลิมิเต็ด (BNSAL) เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2550 โดยมีข้อตกลงที่สำคัญคือ BNSAL ได้แสดงความประสงค์ที่จะซื้อหุ้นสามัญของธนาคารฯ ในลักษณะ เป็นผู้ร่วมทุนและบริหารจัดการในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 49.00 ของทุนที่ออกและเรียกชำระแล้วของธนาคารฯ ซึ่งบริษัทฯ ได้รับอนุญาตจาก ธปท. เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2550 ให้จำหน่ายหุ้นสามัญของธนาคารฯ ให้แก่ BNSAL ในอัตราไม่เกิน ร้อยละ 24.99 ของทุนที่ออกและเรียกชำระแล้ว เป็นจำนวน157,130,216 หุ้น ในราคาหุ้นละ 16.37 บาท รวมเป็นเงิน 2,572 ล้านบาท โดยรายการดังกล่าวบริษัทฯ ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วในวันที่ 19 กรกฎาคม 2550
2. ตามที่ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) (บริษัทย่อย) ครั้งที่ 14 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550 ได้มีมติอนุมัติให้ ธนาคารออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท เสนอขายแก่ธนาคารแห่งโนวาสโกเทีย เอเชีย ลิมิเต็ด "BNSAL" จำนวน 276 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 16.37 บาท นั้น ธนาคารได้รับหนังสืออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2550 รวมทั้ง ได้เสนอขายแก่ BNSAL จำนวน 276 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 16.37 บาท รวมเป็นจำนวนเงิน 4,522 ล้านบาท เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 เป็นผลให้ BNSAL ถือหุ้นธนาคารในสัดส่วนร้อยละ 24.98
3. เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550 ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญ และผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ จากผลการดำเนินงานสำหรับงวด 6 เดือนหลังของปี 2549 ในอัตราหุ้นละ 0.50 บาท รวมเป็นเงินปันผลทั้งสิ้นประมาณ 667 ล้านบาท
4. เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2550 บริษัทฯ ได้ตกลงเข้าทำสัญญาขายหุ้นของบริษัท กลาส เฮ้าส์ บิลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ บริษัทถือหุ้นอยู่ร้อยละ 99.99 ให้แก่ บริษัท แปลน อีควิตี้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ซึ่งการจำหน่าย สินทรัพย์ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อลดสัดส่วนการลงทุนในบริษัทที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจทางการเงิน ตามที่ ธปท.กำหนดและไม่ส่งผลกระทบ ต่องบการเงินรวมของบริษัทฯ แต่อย่างใด
5. ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2550 ธนาคารธนชาต ได้ลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัท ธนชาต เทรนนิ่ง แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ในอัตราร้อยละ 100.0 ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของกลุ่มธนชาต
6. ในระหว่างงวดปัจจุบันบริษัทฯและบริษัทย่อย ได้เปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชีเกี่ยวกับการบันทึกบัญชีสินทรัพย์ที่ได้รับโอน จาก เดิมจะบันทึกบัญชีสินทรัพย์ที่ได้รับโอนมาเป็นต้นทุนของสินทรัพย์ด้วยมูลค่าเท่ากับมูลหนี้คงค้างตามบัญชี ณ วันที่รับโอน มาเป็นบันทึกสินทรัพย์ ที่ได้รับโอนตามราคายุติธรรม (ซึ่งอิงตามราคาประเมินล่าสุด หักด้วยประมาณการค่าใช้จ่ายในการขาย) หรือมูลหนี้คงค้างตามบัญชี แล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า ทั้งนี้เพื่อให้การบันทึกบัญชีดังกล่าวสอดคล้องกับอุตสาหกรรมเช่าซื้อ
7. ในส่วนของพัฒนาการด้านช่องทางต่างๆ ธนาคารฯ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
1. มีการเปิดสาขาเพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนอีกจำนวน 17 สาขา ทำให้ ณ สิ้น 30 มิถุนายน 2550 ธนาคารมีจำนวนสาขารวม ทั้งสิ้น 150 สาขา(ไม่รวมสำนักงานใหญ่) แบ่งเป็นสาขากรุงเทพฯ และปริมณฑล 82 สาขา และต่างจังหวัด 68 สาขา
2. มีการติดตั้งเครื่อง ATM เพิ่มขึ้นอีกรวมเป็น 271 เครื่อง และหากรวมเครื่อง ATM กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารมีเครื่อง ATM ประมาณ 4,000 เครื่อง
3. สำนักแลกเปลี่ยนเงินตราเพิ่มเป็น 55 แห่ง
วิเคราะห์ผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงิน
ผลการดำเนินงาน
สรุปผลการดำเนินงาน
ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศชะลอตัว บริษัทฯและบริษัทย่อยยังคงมีรายได้ ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิจำนวน 2,126 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนร้อยละ 20.0 ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นการเพิ่มจากรายได้ดอกเบี้ยเช่าซื้อรถยนต์ซึ่งมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งต้นทุนทางการเงินของบริษัท และบริษัทย่อยลดลงจากไตรมาสก่อน รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวทางธุรกิจ ขณะที่ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของบริษัทฯและบริษัทย่อยใน ไตรมาสที่ 2 ของปี 2550 มีกำไรสุทธิ 635 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจำนวน 58 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.1
สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 20.6 จากการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจเช่าซื้อ แม้ว่าต้นทุนทางการเงินงวด 6 เดือนของปีนี้จะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการขยายตัวของเงินกู้ยืมและเงินรับฝากเพิ่มขึ้นประมาณ 17,500 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ทำให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.7 ในขณะเดียวกันรายได้ ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 11.5 จากการเติบโตของธุรกิจเช่าซื้อ ธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต และธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ หากแต่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ และภาษีเงินได้ปรับตัวสูงขึ้น ตามภาวะการขยายตัวของธุรกิจ และเป็นไปตาม นโยบายการตั้งสำรองของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งผลให้กำไรสุทธิของบริษัทฯและบริษัทย่อย ในงวด 6 เดือนแรกของปี 2550 มีจำนวน 1,212 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 103 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.3 ทั้งนี้ผลกำไรสุทธิดังกล่าวเกิดจากองค์ประกอบหลักๆ ดังต่อไปนี้
| (หน่วย: ล้านบาท) | ไตรมาสที่ 2 ปี 2550 | ไตรมาสที่ 1 ปี 2550 | เปลี่ยนแปลง (% qoq) | งวด 6 เดือน ปี 2550 | งวด 6 เดือน ปี 2549 | เปลี่ยนแปลง (% yoy) |
| รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล | 4,759 | 4,519 | 5.3 | 9,278 | 7,691 | 20.6 |
| ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย | 2,633 | 2,747 | (4.1) | 5,379 | 4,230 | 27.2 |
| รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิ | 2,126 | 1,772 | 20.0 | 3,899 | 3,461 | 12.7 |
| รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย | 2,173 | 1,893 | 14.8 | 4,066 | 3,646 | 11.5 |
| ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย | 2,752 | 2,679 | 2.7 | 5,431 | 5,085 | 6.8 |
| กำไรก่อนหักหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ | 1,547 | 986 | 56.9 | 2,534 | 2,022 | 25.3 |
| โอนกลับหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ (หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ) | (636) | 249 | (355.4) | (387) | (249) | 55.4 |
| กำไรก่อนภาษีเงินได้และส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย | 911 | 1,235 | (26.2) | 2,147 | 1,773 | 21.1 |
| ภาษีเงินได้ | (257) | (660) | (61.1) | (917) | (604) | 51.8 |
| ขาดทุน(กำไร)ของส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย | (19) | 2 | 1,050.0 | (18) | (60) | (70.0) |
| กำไร (ขาดทุน) สุทธิ | 635 | 577 | 10.1 | 1,212 | 1,109 | 9.3 |
- รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิ
แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลจะได้รับผลกระทบจากทิศทางดอกเบี้ยในช่วงขาลง แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลงตามทิศทาง ดอกเบี้ยและการบริหารสัดส่วนเงินฝากและเงินกู้ยืมที่เหมาะสม ทำให้ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อย มีรายได้ดอกเบี้ย และเงินปันผลสุทธิจำนวน 2,126 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 354 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.0
สำหรับรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิงวด 6 เดือนปี 2550 มีจำนวน 3,899 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 438 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.7
- รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย
ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจำนวน 2,173 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 280 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.8 โดยมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการขยายตัวของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเช่าซื้อ และเมื่อเปรียบเทียบรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยงวด 6 เดือนปี 2550 กับงวดเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้น 420 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.5 รายละเอียดดังนี้
| (หน่วย: ล้านบาท) | ไตรมาสที่ 2 ปี 2550 | ไตรมาสที่ 1 ปี 2550 | เปลี่ยนแปลง (% qoq) | งวด 6 เดือน ปี 2550 | งวด 6 เดือน ปี 2549 | เปลี่ยนแปลง (% yoy) |
| รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย | ||||||
| ค่านายหน้าค้าหลักทรัพย์ | 144 | 130 | 10.8 | 274 | 337 | (18.7) |
| กำไร(ขาดทุน)จากเงินลงทุน | 114 | (33) | 444.5 | 84 | 255 | (67.1) |
| ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมตามวิธี ส่วนได้เสีย-สุทธิ | 64 | 70 | (8.6) | 134 | 120 | 11.7 |
| ค่าธรรมเนียมและบริการ | 337 | 275 | 22.5 | 612 | 404 | 51.5 |
| ส่วนลดค่าเบี้ยประกันภัยรับ | 175 | 200 | (12.5) | 375 | 384 | (2.3) |
| กำไร(ขาดทุน)จากการปริวรรต | (16) | 13 | (223.1) | (3) | 12 | (125.0) |
| กำไรจากการรับชำระหนี้/ขายหนี้ | 277 | 34 | 567.6 | 260 | 325 | (20.0) |
| รายได้จากการรับประกันภัย/ประกันชีวิต | 1,021 | 1,004 | 1.7 | 2,025 | 1,216 | 66.5 |
| กำไร(ขาดทุน)จากทรัพย์สินรอการขาย/ทรัพย์สินอื่น | (28) | 77 | (136.4) | 50 | 432 | (88.4) |
| รายได้อื่น | 132 | 123 | 7.3 | 255 | 161 | 58.4 |
| รวมรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย | 2,173 | 1,893 | 14.8 | 4,066 | 3,646 | 11.5 |
- ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย
บริษัทฯและบริษัทย่อยมีค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2550 จำนวน 2,752 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 73 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 ส่วนใหญ่เกิดจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 31 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.7 รวมทั้ง ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขายและการขยายช่องทางในการทำธุรกิจ
และเมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยงวด 6 เดือนปี 2550 กับงวดเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้น 346 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.8 ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาคารสถานที่และอุปกรณ์ เพิ่มขึ้นร้อยละ14.6 และ 12.8 ตามลำดับ ทั้งนี้ เนื่องมาจากการเพิ่มสาขาของธนาคาร ซึ่ง ณ 30 มิถุนายน 2550 ธนาคารมีสาขาทั้งสิ้น 150 สาขา ในขณะที่สิ้นปีก่อนมีสาขา 133 สาขา
| (หน่วย: ล้านบาท) | ไตรมาสที่ 2 ปี 2550 | ไตรมาสที่ 1 ปี 2550 | เปลี่ยนแปลง (% qoq) | งวด 6 เดือน ปี 2550 | งวด 6 เดือน ปี 2549 | เปลี่ยนแปลง (% yoy) |
| ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย | ||||||
| ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน | 696 | 665 | 4.7 | 1,361 | 1,188 | 14.6 |
| ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาคารสถานที่และ อุปกรณ์ | 298 | 318 | (6.3) | 616 | 546 | 12.8 |
| ค่าภาษีอากร | 86 | 108 | (20.4) | 194 | 269 | (27.9) |
| ค่าธรรมเนียมและบริการ | 49 | 44 | 11.4 | 93 | 124 | (25.0) |
| ค่าตอบแทนกรรมการ | 17 | 5 | 240.0 | 22 | 24 | (8.3) |
| เงินสมทบกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน | 200 | 200 | - | 400 | 320 | 25.0 |
| ค่านายหน้าเช่าซื้อ* | - | - | - | - | 729 | (100.0) |
| ค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัย/ประกันชีวิต | 773 | 830 | (6.9) | 1,603 | 1,023 | 56.7 |
| ค่าใช้จ่ายอื่น | 633 | 509 | 24.4 | 1,142 | 862 | 32.5 |
| รวมค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย | 2,752 | 2,679 | 2.7 | 5,431 | 5,085 | 6.8 |
*ค่านายหน้าเช่าซื้อนำไปเป็นต้นทุนทางตรงสำหรับสัญญาเช่าซื้อที่ทำขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550
- หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ
ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เป็นจำนวน 636 ล้านบาท ในขณะที่ไตรมาสที่ 1 ของปี 2550 มีการโอนกลับหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญเป็นจำนวน 249 ล้านบาท เป็นผลจากการที่บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นจากสิ้นไตรมาสก่อนจำนวน 671 ล้านบาท จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทั้งนี้บริษัทฯและบริษัทย่อย ได้ตั้งสำรองสำหรับสินเชื่อด้อยคุณภาพดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์ใหม่ของธปท. (IAS39)
ฐานะทางการเงิน
สรุปฐานะทางการเงิน
| (หน่วย: ล้านบาท) | 30 มิ.ย. 50 | 31 ธ.ค. 49 | การเปลี่ยนแปลง | |
| เพิ่ม (ลด) | ร้อยละ | |||
| สินทรัพย์ | ||||
| รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน-ที่มีดอกเบี้ย | 17,581 | 23,980 | (6,399) | (26.7) |
| หลักทรัพย์ซื้อโดยมีสัญญาขายคืน | 21,500 | 6,300 | 15,200 | 241.3 |
| เงินลงทุน-สุทธิ | 34,027 | 34,766 | (739) | (2.1) |
| เงินให้สินเชื่อ | 222,217 | 209,288 | 12,930 | 6.2 |
| รวมสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (Earning assets) | 295,325 | 274,334 | 20,992 | 7.7 |
| สินทรัพย์อื่น | 13,742 | 11,895 | 1,847 | 15.5 |
| รวมสินทรัพย์ (Total assets) | 309,067 | 286,229 | 22,838 | 8.0 |
| หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น | ||||
| เงินฝาก | 203,925 | 198,527 | 5,398 | 2.7 |
| รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน-ที่มีดอกเบี้ย | 4,541 | 4,339 | 202 | 4.7 |
| เงินกู้ยืมระยะสั้น | 45,214 | 18,460 | 26,754 | 144.9 |
| เงินกู้ยืมระยะยาว | 16,417 | 26,575 | (10,158) | (38.2) |
| รวมเงินกู้ยืม | 61,631 | 45,035 | 16,596 | 36.9 |
| รวมหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่าย | 270,097 | 247,901 | 22,196 | 9.0 |
| หนี้สินอื่น | 14,763 | 14,897 | (134) | (0.9) |
| รวมหนี้สิน | 284,860 | 262,798 | 22,062 | 8.4 |
| ส่วนของผู้ถือหุ้น | 24,207 | 23,431 | 776 | 3.3 |
| รวมหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น | 309,067 | 286,229 | 22,838 | 8.0 |
- สินทรัพย์
บริษัทฯและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์เพิ่มจาก 286,229 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2549 เป็น 309,067 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ของปี 2550 หรือคิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.0 โดยประกอบด้วยรายการหลัก คือ เงินให้สินเชื่อเท่ากับ 222,216 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 71.9 ของสินทรัพย์รวม เงินลงทุนสุทธิเท่ากับ 34,027 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 11.0 ของสินทรัพย์รวม โดยมีรายการที่มีการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญดังนี้
- ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ปี 2550 ยอดลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อมีจำนวน 179,810 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 80.8 ของยอดเงินให้สินเชื่อทั้งหมด สำหรับสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่ปล่อยใหม่ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2550 มีจำนวน 20,757 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนจำนวน 5,599 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 21.2 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศที่ชะลอตัว แต่อย่างไรก็ตามบริษัทฯ และบริษัทย่อยยังสามารถรักษาการเป็นผู้นำตลาดด้านสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่
- หลักทรัพย์ซื้อโดยมีสัญญาขายคืนมีจำนวน 21,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2549 จำนวน 15,200 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 241.3 เพื่อเป็นการบริหารสภาพคล่องส่วนเกินเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ
- เงินลงทุนสุทธิ มีจำนวนทั้งสิ้น 34,027 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปีก่อน จำนวน 739 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 2.1 ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุน ในหลักทรัพย์รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ และหุ้นทุน เพื่อเป็นการบริหารสภาพคล่องของธนาคาร และบริษัทย่อยอื่น
- รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน - ที่มีดอกเบี้ยมีจำนวน 17,581 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2549 จำนวน 6,399 ล้านบาท หรือลดลง ร้อยละ 26.7
- ทรัพย์สินรอการขายสุทธิ ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ของปี 2550 มีจำนวนทั้งสิ้น 8,080 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2549 จำนวน 341 ล้านบาท หรือ ลดลงร้อยละ 4.0
- หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น
ณ 30 มิถุนายน 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีหนี้สินรวมอยู่ที่ 284,860 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2549 จำนวน 22,062 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.4 โดยมีรายการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญดังนี้
- เงินฝาก ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ของปี 2550 มีจำนวนทั้งสิ้น 203,925 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,398 ล้านบาท จาก 198,527 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2549 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 ซึ่งเป็นผลจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องเพื่อระดมเงินฝากรองรับการขยายตัวของสินเชื่อ และโดยส่วนใหญ่ เป็นการเพิ่มขึ้นของเงินฝากออมทรัพย์
- เงินกู้ยืมรวมมีจำนวน 61,631 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้ยืมระยะสั้น 45,214 ล้านบาท และเงินกู้ยืมระยะยาวจำนวน 16,417 ล้านบาท โดย เงินกู้ยืมระยะสั้นเพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนจำนวน 26,754 ล้านบาท เกิดจากการเพิ่มช่องทางในการออมเงินแก่ลูกค้าเงินฝากด้วยการออกตั๋วแลกเงิน ระยะสั้น นอกจากนี้ เงินกู้ยืมระยะยาวบางส่วนมีระยะเวลาครบกำหนดไม่เกิน 1 ปี จึงได้เปลี่ยนการบันทึกรายการมาเป็นเงินกู้ยืมระยะสั้น สำหรับเงินกู้ยืมรวมเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2549 มีจำนวนเพิ่มขึ้น 16,596 ล้านบาท จาก 45,035 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 36.9
- บริษัทฯและบริษัทย่อยมีส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 24,207 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 จากจำนวน 23,431 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2549 ซึ่งเป็นผลมาจากผลกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทฯและบริษัทในเครือ
คุณภาพของสินทรัพย์
- การกระจุกตัวของเงินให้สินเชื่อ
เงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับของบริษัทฯและบริษัทย่อย ณ 30 มิถุนายน 2550 เพิ่มขึ้นจาก 209,563 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2549 เป็น 222,467 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 โดยรายละเอียดของเงินให้สินเชื่อ ณ 31 มีนาคม 2550 มีดังนี้
(หน่วย: ล้านบาท)
| ประเภทธุรกิจ | 30 มิถุนายน 50 | 31 ธันวาคม 49 | ||
| ล้านบาท | สัดส่วน | ล้านบาท | สัดส่วน | |
| การผลิตและพาณิชย์ | 5,940 | 2.7% | 5,914 | 2.8% |
| อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง | 6,376 | 2.8% | 7,558 | 3.6% |
| สาธารณูปโภคและบริการ | 7,958 | 3.6% | 7,996 | 3.8% |
| เช่าซื้อ | 179,810 | 80.8% | 164,323 | 78.4% |
| เคหะ | 9,042 | 4.1% | 9,793 | 4.7% |
| อื่นๆ | 13,605 | 6.1% | 14,253 | 6.8% |
| หัก กำไรจากการโอนขายเงินให้สินเชื่อระหว่างกัน | (264) | (0.1)% | (274) | (0.1)% |
| รวม | 222,467 | 100.0% | 209,563 | 100.0% |
เงินให้สินเชื่อจัดชั้นตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ของบริษัทฯและบริษัทย่อยที่เป็นสถาบันการเงิน (ธนาคารและบริษัทบริหารสินทรัพย์)
| (หน่วย: ล้านบาท) | มูลหนี้/มูลค่าตามบัญชี | ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่บันทึกตามบัญชี | ||
| 30 มิ.ย. 50 | 31 ธ.ค. 49 | 30 มิ.ย. 50 | 31 ธ.ค. 49 | |
| จัดชั้นปกติ | 185,643 | 177,285 | 761 | 1,556 |
| จัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ | 20,110 | 16,762 | 123 | 187 |
| จัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน | 2,267 | 2,525 | 1,238 | 900 |
| จัดชั้นสงสัย | 2,057 | 1,943 | 1,172 | 776 |
| จัดชั้นสงสัยจะสูญ | 5,996 | 5,991 | 3,586 | 3,730 |
| รวม | 216,582 | 204,505 | 6,880 | 7,149 |
| สำรองหนี้สูญทั่วไป | 420 | 486 | ||
| รวมสำรองหนี้สูญทั้งหมด | 7,302 | 7,635 | ||
หมายเหตุ มูลหนี้ของลูกหนี้จัดชั้นปกติและจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ ไม่รวมดอกเบี้ยค้างรับ
- สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs)
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2550 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีสินเชื่อด้อยคุณภาพตามเกณฑ์ ธปท.จำนวน 10,725 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2549 จำนวน 115 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 1.06 ส่วนใหญ่เป็นการลดลงจากสินเชื่อด้อยคุณภาพของบริษัทบริหารสินทรัพย์ ในขณะที่ธุรกิจเช่าซื้อมีสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้น 337 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยอัตราส่วน NPLs ต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ร้อยละ 4.8 ลดลงจากสิ้นปีก่อนซึ่งอยู่ร้อยละ 5.2
ทั้งนี้ NPL-net และร้อยละของ NPL-net ตามคำจำกัดความใหม่ของ ธปท. ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2550 มีจำนวน 4,295 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.0
| (หน่วย : ล้านบาท) | 30 มิ.ย. 50 | 31 ธ.ค. 49 |
| สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) | 10,725 | 10,840 |
| ร้อยละของ NPLs ต่อสินเชื่อรวม | 4.8% | 5.2% |
| NPL-net ตามเกณฑ์ IAS (39) | 4,295 | 5,048 |
| ร้อยละของ NPL-net | 2.0% | 2.5% |
| ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญรวม | 7,796 | 8,083 |
| ร้อยละของค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญรวม ต่อ NPL | 72.7% | 74.6% |
สำหรับยอดสินเชื่อด้อยคุณภาพสุทธิจากสำรอง(NPL-net) ของบริษัทในกลุ่มธนชาต แยกตามบริษัทและเปรียบเทียบกับยอดสินเชื่อรวมของ ทั้งกลุ่มธนชาต มีดังนี้
| (หน่วย: ล้านบาท) | 30 มิถุนายน 50 | %ต่อสินเชื่อกลุ่มสุทธิ | 31 ธันวาคม 49 | %ต่อสินเชื่อกลุ่มสุทธิ |
| บมจ.ทุนธนชาต | 37 | - | 424 | 0.2% |
| บมจ.ธนาคาร ธนชาต | 1,719 | 0.8% | 1,650 | 0.8% |
| บมจ.หลักทรัพย์ ธนชาต | 1 | - | 1 | - |
| บจ.บริหารสินทรัพย์ เอ็น เอฟ เอส | 2,226 | 1.0% | 2,672 | 1.3% |
| บจ.บริหารสินทรัพย์ แม๊กซ์ | 307 | 0.2% | 271 | 0.2% |
| อื่นๆ | 5 | - | 30 | - |
| รวม | 4,295 | 2.0% | 5,048 | 2.5% |
ผลการดำเนินงานของบริษัทย่อย
(หน่วย: ล้านบาท)
| บริษัทย่อย | สัดส่วนการถือหุ้นโดยตรง ปี 2550 | ไตรมาสที่ 2 ปี 2550 | ไตรมาสที่ 1 ปี 2550 | งวด 6 เดือน ปี 2550 | งวด 6 เดือน ปี 2549 |
| บมจ. ธนาคาร ธนชาต | 99.4% | 164.4 | 128.8 | 293.2 | 193.5 |
| บมจ. หลักทรัพย์ ธนชาต | 100.0% | 33.4 | (11.1) | 22.3 | 67.1 |
| บลจ. ธนชาต | 75.0% | 21.2 | 15.4 | 36.6 | 30.4 |
| บจ. ธนชาตประกันภัย | 78.0% | 45.2 | (10.9) | 34.3 | (5.1) |
| บจ. ธนชาตประกันชีวิต | 100.0% | 61.5 | 48.4 | 109.9 | 61.7 |
| บจ. บริหารสินทรัพย์ เอ็น เอฟ เอส | 100.0% | 113.0 | (127.2) | (14.2) | 446.4 |
| บจ. บริหารสินทรัพย์ แม๊กซ์ | 58.5% | 20.9 | (4.3) | 16.6 | 146.4 |
- ผลการดำเนินงานของกลุ่มธนชาตที่สำคัญ
ธุรกิจธนาคารพาณิชย์
แม้ว่าผลการดำเนินงานของธนาคารในไตรมาสที่ 2 ปี 2550 จะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศ ที่ชะลอตัว ธนาคารยังคงมีรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 209 ล้านบาท ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Interest Spread) ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนมาอยู่ที่ร้อยละ 2.46 เป็นผลจากต้นทุนทางการเงินของธนาคารลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม รายได้ที่มิใช่ ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวของธุรกิจ รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงทำให้ในไตรมาสที่ 2 ปี 2550 ธนาคารมีผลการ ดำเนินงานเป็นกำไรจำนวน 164 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ผ่านมา 36 ล้านบาท หรือร้อยละ 27.6 สำหรับผลการดำเนินงานในงวด 6 เดือนแรกของปี 2550เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิของธนาคารเพิ่มขึ้นจำนวน 548 ล้านบาท แม้ว่า การเปลี่ยนวิธีการรับรู้รายได้ของธุรกรรมเช่าซื้อ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ซึ่งมีผลให้ธนาคารมีค่าใช้จ่ายและรายได้จากธุรกรรมเช่าซื้อ ลดลงก็ตาม แต่เนื่องจากการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างเหมาะสม รวมทั้งการเร่งสร้างรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยของธนาคาร ทำให้สามารถ รักษาระดับกำไรไว้ที่ 293 ล้านบาท
ธุรกิจหลักทรัพย์
ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2550 จากภาวะตลาดทุนที่มีการปรับตัวสูงขึ้น ทำให้บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต มีรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น จากไตรมาสก่อน 14 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.8 และมีรายได้จากเงินปันผลเพิ่มขึ้น 31 ล้านบาท ทำให้ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2550 บริษัทหลักทรัพย์ฯ มีผลกำไรสุทธิ 33 ล้านบาท ในขณะที่ไตรมาสก่อนมีขาดทุนสุทธิจำนวน 11 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามส่วนแบ่งตลาดใน ไตรมาสที่ 2 ของปี 2550 อยู่ที่ร้อยละ 3.3 ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ที่ร้อละ 3.6 และสำหรับกำไรสุทธิงวด 6 เดือนแรกของปี 2550 บล.ธนชาตมีกำไรสุทธิ 22 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 66.8
ธุรกิจประกันภัย
ธุรกิจประกันภัยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ของปี 2550 บริษัทธนชาตประกันภัยมีรายได้จากการรับประกันภัย 986 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 488 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 98.0 ทำให้มีกำไรจากการรับระกันภัย 110 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 63 ล้านบาท หรือพิ่มขึ้นร้อยละ 136.0 และเนื่องจากมีค่าสินไหมทดแทนที่ลดลงจากไตรมาสก่อน ส่งผลให้บริษัทธนชาตประกันภัย มีผลกำไรสุทธิใน ไตรมาสนี้ เท่ากับ 45 ล้านบาท ในขณะที่ไตรมาสก่อนมีขาดทุนสุทธิเท่ากับ 11 ล้านบาท และสำหรับกำไรสุทธิในงวด 6 เดือนแรกของปี 2550 บ.ธนชาตประกันภัย มีกำไรสุทธิ 34 ล้านบาท ในขณะที่งวดเดียวกันของปีก่อนมีผลขาดทุนสุทธิเท่ากับ 5 ล้านบาท
ธุรกิจประกันชีวิต
ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2550 บริษัท ธนชาตประกันชีวิตมีกำไรจากการดำเนินงานเท่ากับ 62 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 61.7 โดยมีรายได้เบี้ยประกันภัยรับสุทธิรวม 533 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 121 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 29.4 ทั้งนี้เป็นผลจาก เบี้ยประกันภัยตรง-ประเภทกลุ่ม เพิ่มขึ้นร้อยละ 31.0 รายได้จากการลงทุนสุทธิรวม 67 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 45.0 เป็นผลมาจากการ จำหน่ายตราสารทุน มีค่าใช้จ่ายดำเนินงาน จำนวน 517 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการขยายตัวของธุรกิจประกัน สำหรับงวด 6 เดือนแรก ของปี 2550 บ.ธนชาตประกันชีวิตมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานเท่ากับ 110 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนเท่ากับ 48 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 78.1
- ธุรกิจบริหารสินทรัพย์
ผลประกอบการไตรมาส 2 ของปี 2550 บบส.เอ็น เอฟ เอส มีกำไรสุทธิ 113 ล้านบาท ในขณะที่ไตรมาสที่ 1 ของปี 2550 มีผลขาดทุนสุทธิ 127 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีรายได้จากการดำเนินงาน 284 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 147 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนส่วนใหญ่เกิดจาก กำไรจากการชำระหนี้/ขายหนี้ ขณะเดียวกัน บบส.เอ็น เอฟ เอส มีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ 89 ล้านบาท ลดลง 35 ล้านบาทเมื่อเทียบกับ ไตรมาสก่อนส่วนหนึ่งเกิดจากที่บบส.เอ็น เอฟ เอส คืนเงินกู้ 1,300 ล้านบาท และมีหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญลดลง 7 ล้านบาทเมื่อเทียบกับ ไตรมาสก่อน บบส.เอ็น เอฟ เอส ได้ดำเนินการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญตามหลักเกณฑ์ใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย(IAS39) ที่ออกไว้ เมื่อเดือนธันวาคม 2549 แต่บบส.เอ็น เอฟ เอส ได้ดำเนินการตามเกณฑ์ดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ตั้งแต่ในไตรมาส 1 ของปี2550 และสำหรับ ผลประกอบการในงวด 6 เดือน ของปี2550 มีขาดทุนสุทธิ 14 ล้านบาท ในขณะที่งวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิเท่ากับ 446 ล้านบาท
การบริหารความเสี่ยงและปัจจัยความเสี่ยง
บริษัทฯและบริษัทย่อย มีการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยมีนโยบายและแนวทางในการบริหารความเสี่ยงที่ได้รับอนุมัติจาก คณะกรรมการบริษัท มีหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบด้านบริหารความเสี่ยงคอยควบคุมดูแลเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง มีเครื่องมือที่ใช้ในการวัด ค่าความเสี่ยงในด้านต่างๆ และทำการวิเคราะห์ความเสี่ยงในแต่ละด้าน อันได้แก่ ความเสี่ยงด้านเครดิต ความเสี่ยงด้านตลาด ความเสี่ยงจาก อัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการเป็นต้น เพื่อคำนวณวัดค่าความเสี่ยงต่างๆ และมีการกำหนดเพดานความเสี่ยง (Risk Limit) และ สัญญาณเตือนภัย (Warning Signal) ให้ผู้ปฏิบัติงานดำเนินการไม่ให้ค่าความเสี่ยงเกินกว่าระดับเพดานความเสี่ยงที่กำหนด โดย คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการบริษัท จะทำการติดตามผลการทำงานในด้านการบริหารความเสี่ยงเป็นประจำทุกเดือน
ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2550 ธุรกิจเช่าซื้อของบริษัทฯและบริษัทย่อย ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความเสี่ยงด้านเครดิต และความเสี่ยง ด้านปฏิบัติการปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงด้านตลาดปรับตัวลดลงเป็นผลจากการปรับลดเงินลงทุนลง
เมื่อพิจารณาโดยภาพรวม ความเสี่ยงของบริษัทฯและบริษัทย่อยยังคงอยู่ภายใต้ระดับเพดานความเสี่ยงที่กำหนด โดยบริษัทฯ และบริษัทย่อย ยังมีเงินกองทุนหลังจัดสรรความเสี่ยงดังกล่าวในปริมาณที่มากเพียงพอที่จะรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคตตามเป้าหมายที่วางไว้
