TH EN
 

การบริหารและการจัดการความเสี่ยง

   

ภาพรวมการบริหารความเสี่ยง

ในปี 2563 เศรษฐกิจไทยหดตัวอย่างรุนแรงร้อยละ 6.1 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งแพร่ระบาดอย่างรุนแรงทั่วโลก ภาครัฐได้ออกมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกือบ ทุกภาคส่วนต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการท่องเที่ยวที่ห้ามเดินทางเข้าประเทศและจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ ภาคการส่งออกได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ที่ลดลงอย่างมากของประเทศคู่ค้า ตามมาตรการปิดเมืองและภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงของประเทศคู่ค้า การบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอลงตามมาตรการควบคุมโรคระบาดและการลดการจ้างงาน ถึงแม้ว่าจะมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคระบาดและได้รับการเยียวยาจากภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชนที่ปรับลดลง จากการชะลอการลงทุน ตามความต้องการสินค้าและบริการที่หดตัวลง ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวดีขึ้นจากการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการระบาดของโรคโควิด 19 และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ในปี 2563 ธปท. และสถาบันการเงินได้ร่วมกันออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธปท. ได้มีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 3 ครั้ง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 0.50 ต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม สำหรับสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในปี 2563 ขยายตัวในอัตราเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยเป็นการขยายตัวทั้งสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อย ด้านเงินฝากปรับตัวเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับสินเชื่อที่ขยายตัว สินเชื่อด้อยคุณภาพ ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ

สำหรับปี 2564 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 2.5 - 3.5 ตามการคาดการณ์ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญมาจากปริมาณการค้าและเศรษฐกิจโลกที่มี ทิศทางการปรับตัวดีขึ้น จากความคืบหน้าของการกระจายวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 และมาตรการผ่อนคลายทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม ในขณะที่การเบิกจ่ายของภาครัฐ และการขยายตัวอย่างช้า ๆ ของอุปสงค์ภายในประเทศ เป็นอีกปัจจัยสนับสนุนหลักสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของปีนี้

คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯ ยังให้ความสำคัญต่อการบริหารความเสี่ยงให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยมีการกำกับดูแล ติดตาม และพัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการต่าง ๆ ยังคงมีความสอดคล้องและทันต่อปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไป บริษัทฯ ได้กำหนดโครงสร้างองค์กรเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการความเสี่ยงให้เป็นไปตามกรอบนโยบายผ่านการกำกับดูแลของคณะกรรมการต่าง ๆ ดังนี้

โครงสร้างในการบริหารจัดการความเสี่ยงของบริษัทฯ

คณะกรรมการบริษัทฯ มีบทบาทในการกำหนดนโยบาย และแนวทางดูแลการบริหารความเสี่ยงในลักษณะภาพรวม (Enterprise-wide Risk) ซึ่งครอบคลุมการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธนชาต และการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management) ของกลุ่มธนชาตให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับการดำเนินงานของบริษัทฯ โดยจะพิจารณา ถึงผลกระทบต่อเป้าหมายการดำเนินงานและฐานะการเงินของบริษัทฯ

คณะกรรมการบริหาร มีบทบาทในการบริหารจัดการความเสี่ยง พิจารณาอนุมัติและกำกับดูแลการทำธุรกรรมให้สอดคล้องกับนโยบายการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ รวมทั้ง พิจารณากลั่นกรองนโยบายการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management) ของกลุ่มธนชาตเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการของบริษัทฯ พิจารณาอนุมัติ

คณะกรรมการกำกับความเสี่ยง มีบทบาทในการเสนอนโยบายการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ และนโยบายการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธนชาตต่อคณะกรรมการบริษัทฯ เพื่อพิจารณาอนุมัติ รวมทั้งวางกลยุทธ์ในการบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับนโยบายการบริหารความเสี่ยงและทบทวนความเพียงพอของนโยบายการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ โดยรวมถึงความมีประสิทธิผลของระบบและการปฏิบัติตามนโยบายที่กำหนด นอกจากนี้ ยังมีบทบาทในการควบคุม ติดตาม และดูแลให้บริษัทฯ และบริษัทในกลุ่มธนชาตดำเนินการตามนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่กำหนดไว้ รวมถึงการรายงานผลการปฏิบัติการต่อคณะกรรมการบริษัทฯ อย่างสม่ำเสมอ ในสิ่งที่ต้องดำเนินการปรับปรุง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและกลยุทธ์ที่กำหนด

คณะกรรมการตรวจสอบ มีบทบาทในการกำกับดูแลและติดตามการปฏิบัติงานให้ถูกต้องตามแนวนโยบายและข้อบังคับของทางการที่เกี่ยวข้องของบริษัทฯ และกลุ่มธนชาต รวมทั้งประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลของระบบบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธนชาตและประเมินความเพียงพอของระบบควบคุมภายในโดยภาพรวมของกลุ่มธนชาต

ภาพแสดงโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ

ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563

  • การดำเนินงานต่าง ๆ อยู่ภายใต้โครงสร้างองค์กรที่มีการสอบทานและถ่วงดุลอำนาจ (Check and Balance) มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ควบคุมติดตามความเสี่ยง (Middle Office) ได้แก่ หน่วยงานควบคุมความเสี่ยง (Risk Control Unit) และหน่วยงานที่บันทึกรายการ (Back Office) แยกออกจากหน่วยงานที่ทำธุรกรรม (Front Office)
  • บริษัทฯ กำหนดนโยบายและแนวทางการบริหารความเสี่ยงอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งได้กำหนดหน้าที่ ความรับผิดชอบของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พนักงานได้ถือปฏิบัติตาม และยังได้กำหนดกระบวนการบริหาร ความเสี่ยงที่ถือเป็นแนวทางปฏิบัติ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การระบุถึงลักษณะของความเสี่ยงและปัจจัยความเสี่ยง 2) การพัฒนาเครื่องมือและแบบจำลอง (Model) ที่เหมาะสมสำหรับวัดค่าความเสี่ยง และการประเมินความเสี่ยง 3) การควบคุมความเสี่ยง ให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ และ 4) การติดตามสถานะความเสี่ยงเพื่อจัดการความเสี่ยงให้ทันต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
  • การกำหนดขนาดและสัดส่วนตามค่าความเสี่ยงที่แตกต่างกัน โดยเครื่องมือที่ใช้วัดความเสี่ยงหรือแบบจำลอง ทำให้บริษัทฯ สามารถรับรู้ถึงระดับความรุนแรงของความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อใช้เป็นเพดานในการควบคุมค่าความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ และใช้เป็นระดับสัญญาณเตือนภัยก่อนที่จะเกิดความเสียหายรุนแรง
  • มีการรายงานการบริหารความเสี่ยงต่อคณะกรรมการบริษัทของแต่ละบริษัทย่อยที่สำคัญ และสรุปภาพรวมความเสี่ยงรายงานต่อคณะกรรมการบริษัทฯ เป็นประจำตามงวดเวลาที่กำหนด

ระบบการบริหารความเสี่ยงข้างต้นมีการพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของหลักความระมัดระวัง มีการปรับปรุงให้เหมาะสมทันต่อเหตุการณ์ มีความโปร่งใส ชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ และมีการคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ลูกค้า และพนักงานเป็นสำคัญ

ประเภทความเสี่ยงที่สำคัญของบริษัทฯและบริษัทย่อย มีดังนี้
  1. ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk)

    ความเสี่ยงด้านเครดิต คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ลูกหนี้หรือคู่สัญญาไม่สามารถชำระหนี้ หรือปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงไว้ โดยอาจเกิดจากการประสบปัญหาทางการเงินของลูกหนี้ จากความผันผวนทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ความผิดพลาดในการบริหารจัดการของลูกหนี้ ที่อาจส่งผลกระทบต่อรายได้และเงินกองทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อย ความเสี่ยงดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากการทำธุรกรรมทางการเงินโดยปกติ เช่น การให้กู้ยืมหรือให้สินเชื่อ การก่อภาระผูกพันหรือการ ค้ำประกัน ธุรกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องกับการให้เครดิต และการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทตราสารหนี้ (Market Instrument) ที่ออกโดยองค์กรของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลหรือ ธปท. ไม่ค้ำประกัน และตราสารหนี้ที่ออกโดยองค์กรเอกชน เช่น หุ้นกู้ เป็นต้น

    ภายใต้นโยบายและแนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตบริษัทฯและบริษัทย่อยได้สร้างวัฒนธรรมทางด้านเครดิต เริ่มจากการจัดให้มีการประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้กู้หรือคู่สัญญา หรือผู้ออกตราสารหนี้ โดยใช้แบบวิเคราะห์ความเสี่ยงที่พัฒนาขึ้นตามความเหมาะสมของประเภทคู่สัญญา และมอบหมายให้หน่วยงานวิเคราะห์ความเสี่ยงเครดิตซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระเป็นผู้ประเมินความเสี่ยงด้วยแบบวิเคราะห์ดังกล่าว ทั้งนี้ คณะกรรมการที่มีอำนาจในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจะเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้กู้หรือคู่สัญญา วงเงินสินเชื่อหรือลงทุนที่เหมาะสม และเงื่อนไขต่าง ๆ ในการให้สินเชื่อหรือก่อภาระผูกพันรวมทั้งควบคุมสถานะความเสี่ยงทั้งในระดับภาพรวม ด้วยการกระจายความเสี่ยงทางด้านสินเชื่อไปยัง แต่ละส่วนธุรกิจและกลุ่มลูกค้าต่างๆ อย่างเหมาะสม ภายใต้ระดับเพดานความเสี่ยงที่กำหนดไว้ ตลอดจนติดตามดูแลคุณภาพสินเชื่อให้มีการจัดการอย่างเหมาะสม ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ เน้นการพิจารณาศักยภาพของธุรกิจและความสามารถในการชำระหนี้คืนเป็นปัจจัยสำคัญ โดยมีหน่วยงานควบคุมความเสี่ยงเป็นหน่วยงานอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบการทำธุรกรรมด้านเครดิตให้เป็นไปตามนโยบายและแนวทางบริหารความเสี่ยงด้านเครดิต และมีหน่วยงานตรวจสอบรับผิดชอบในการสอบทานสินเชื่อตามแนวทางของ ธปท.

    ภายใต้นโยบายและแนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิต บริษัทฯและบริษัทย่อยได้สร้างวัฒนธรรมทางด้านเครดิต เริ่มจากการจัดให้มีการประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้กู้หรือคู่สัญญา หรือผู้ออกตราสารหนี้ โดยใช้แบบวิเคราะห์ความเสี่ยงที่พัฒนาขึ้นตามความเหมาะสมของประเภทคู่สัญญา และมอบหมายให้หน่วยงานวิเคราะห์ความเสี่ยงเครดิตซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระเป็นผู้ประเมินความเสี่ยงด้วยแบบวิเคราะห์ดังกล่าว ทั้งนี้ คณะกรรมการที่มีอำนาจในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจะเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้กู้หรือคู่สัญญา วงเงินสินเชื่อหรือลงทุนที่เหมาะสม และเงื่อนไขต่าง ๆ ในการให้สินเชื่อหรือก่อภาระผูกพัน รวมทั้งควบคุมสถานะความเสี่ยงทั้งในระดับภาพรวม ด้วยการกระจายความเสี่ยงทางด้านสินเชื่อไปยังแต่ละส่วนธุรกิจและกลุ่มลูกค้าต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ตลอดจนติดตามดูแลคุณภาพสินเชื่อให้มีการจัดการอย่างเหมาะสม ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ เน้นการพิจารณาศักยภาพของธุรกิจและความสามารถในการชำระหนี้คืนเป็นปัจจัยสำคัญ โดยมีหน่วยงานควบคุมความเสี่ยงเป็นหน่วยงานอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบการทำธุรกรรมด้านเครดิตให้เป็นไปตามนโยบายและแนวทางบริหารความเสี่ยงด้านเครดิต

    ปัจจัยความเสี่ยงด้านเครดิตที่สำคัญ มีดังนี้
    1. ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของสินเชื่อ

      บริษัทฯและบริษัทย่อยมีเป้าหมายในการกระจายการปล่อยสินเชื่อให้แก่กลุ่มลูกค้าต่าง ๆ โดยเน้นในกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพดี และพยายามควบคุมไม่ให้เกิดการกระจุกตัวในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากจนเกินไป นอกจากนี้ บริษัทฯและบริษัทย่อยมีการบริหารพอร์ตสินเชื่อโดยการวิเคราะห์สถานะพอร์ตสินเชื่อโดยรวม และบริหารสัดส่วนของพอร์ตสินเชื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงสุดภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

    2. ความเสี่ยงจากการด้อยคุณภาพของสินเชื่อ

      สินเชื่อด้อยคุณภาพ ได้แก่ สินเชื่อจัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน สงสัย และสงสัยจะสูญ ซึ่งเป็นปัญหาหลักของแต่ละกลุ่มธุรกิจการเงินเพราะส่งผลกระทบต่อรายได้และเงินกองทุน ซึ่งบริษัทฯและบริษัทย่อยได้ให้ความสำคัญ และพยายามควบคุมคุณภาพของสินเชื่อด้วยการกำหนดนโยบายและขั้นตอนในการติดตามคุณภาพของสินเชื่ออย่างสม่ำเสมอ

    3. ความเสี่ยงจากหลักประกัน

      สำหรับการให้สินเชื่อที่มีหลักประกัน บริษัทฯและบริษัทย่อยกำหนดให้มีการวิเคราะห์หลักประกันแต่ละประเภท โดยพิจารณาถึงสภาพคล่องและความเสี่ยงของหลักประกันนั้น ทั้งนี้ หลักประกันดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์จะมีการประเมินมูลค่าโดยการประเมินราคาหรือตีราคาหลักประกันตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยประเภทของหลักประกันที่สำคัญของบริษัทฯและบริษัทย่อย ได้แก่ หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ อสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ เครื่องจักร เป็นต้น ทั้งนี้ บริษัทฯและบริษัทย่อยกำหนดแนวทาง มาตรฐานและความถี่ในการประเมินราคาและตีราคาหลักประกันแต่ละประเภท รวมทั้งกำหนดให้มีการจัดทำรายงานการประเมินราคาและ ตีราคาที่มีข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ชัดเจนและเพียงพอต่อการตัดสินใจกำหนดราคา ในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ว่ามูลค่าของหลักประกันนั้นลดลง หรือมีการเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน จะต้องมีการพิจารณาการด้อยค่าของสินทรัพย์ที่เป็นหลักประกันโดยเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง

    4. ความเสี่ยงจากการด้อยค่าของทรัพย์สินรอการขาย

      บริษัทฯและบริษัทย่อยมีการพิจารณาตั้งค่าเผื่อการด้อยค่าของทรัพย์สินรอการขายโดยใช้หลักเกณฑ์การตั้งค่าเผื่อการด้อยค่า ประกอบกับการใช้ดุลยพินิจในการประมาณการผลขาดทุนจากการด้อยค่า เมื่อพบว่ามูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืนของทรัพย์สินมีมูลค่าลดลงกว่ามูลค่าตามบัญชี ซึ่งพิจารณาจากราคาประเมินล่าสุดของทรัพย์สิน ประเภท และคุณลักษณะของทรัพย์สิน

  2. ความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk)

    ความเสี่ยงด้านตลาด คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และราคาตราสารในตลาดเงินตลาดทุนที่มีผลกระทบในทางลบต่อรายได้ และเงินกองทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อย โดยแบ่งออกเป็นความเสี่ยงหลัก ๆ ได้แก่ ความเสี่ยงด้านราคาและความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ บริษัทฯและบริษัทย่อยมีนโยบายในการควบคุมและจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นไปตามนโยบายการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯและ บริษัทย่อย

    1. ความเสี่ยงด้านราคา (Price Risk)

      เป็นความเสี่ยงที่รายได้หรือมูลค่าของสินทรัพย์หรือหนี้สินทางการเงินได้รับผลกระทบในทางลบ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารหนี้และตราสารทุน ทำให้มูลค่าของเงินลงทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อยปรับลดลง

      บริษัทฯและบริษัทย่อยได้พัฒนาเครื่องมือในการวัดความเสี่ยงโดยใช้แบบจำลองของ Value-at-Risk (VaR Model) เพื่อวัดผลขาดทุนสูงสุด ณ ระดับความเชื่อมั่นหนึ่ง ๆ หากถือครองหลักทรัพย์ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีการกำหนดเพดานต่าง ๆ ในการทำธุรกรรมเพื่อควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่รับได้ เช่น Position Limit และ Loss Limit เป็นต้น โดยมีหน่วยงานควบคุมความเสี่ยง (Risk Control Unit) ซึ่งแยกออกจากหน่วยงานที่ทำธุรกรรม (Front Office) และหน่วยงานที่บันทึกรายการ (Back Office) ทำหน้าที่ควบคุมความเสี่ยงและรายงานสถานะเพดานความเสี่ยงต่าง ๆ ต่อคณะกรรมการ หน่วยงานหรือผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะสามารถบริหารความเสี่ยงได้ทันท่วงที บริษัทฯและบริษัทย่อยมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารเป็นผู้ควบคุมและติดตามความเสี่ยงด้านนี้

    2. ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk)

      เป็นความเสี่ยงที่รายได้หรือเงินกองทุนได้รับผลกระทบในทางลบจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของรายการสินทรัพย์ หนี้สิน และรายการนอกงบดุลทั้งหมดที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย (Rate Sensitive Items) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income) และเงินกองทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อย

      บริษัทฯและบริษัทย่อยมีเป้าหมายที่จะดำเนินงานภายใต้ระบบบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยที่มีประสิทธิภาพระยะยาว คือ สามารถรักษาระดับความสัมพันธ์ของสัดส่วนโครงสร้างของสินทรัพย์และหนี้สินที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยในช่วงระยะเวลาต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสำหรับการดำเนินงาน และให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อบริษัทฯ และผู้ถือหุ้น บริษัทฯและบริษัทย่อยจึงพัฒนาเครื่องมือที่ใช้วัดความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้สามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความเหลื่อมล้ำระหว่างระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย (Reprice) ในสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันในแต่ละช่วงเวลา (Repricing Gap Analysis) ซึ่งจะมีการวัดความเสี่ยงเป็นประจำทุกเดือน เพื่อให้การดำเนินงานของบริษัทฯและ บริษัทย่อยมีความเสี่ยงอยู่ในขอบเขตที่สามารถยอมรับได้ จึงได้จัดให้มีการกำหนดระดับเพดานความเสี่ยงและระดับสัญญาณเตือนภัยที่ยอมรับได้ โดยพิจารณาจากโครงสร้างของสินทรัพย์ หนี้สินและภาระผูกพัน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย (Reprice) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาตามแผนธุรกิจของบริษัทฯและบริษัทย่อย และมอบหมายให้คณะกรรมการบริหาร ควบคุมและติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยมีการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ภาวะตลาดเงินและตลาดทุน และทิศทางอัตราดอกเบี้ย ที่อาจเป็นสาเหตุของปัจจัยความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยเพื่อกำหนดมาตรการต่าง ๆ ในการรองรับความเสี่ยง

      สินทรัพย์และหนี้สินทางการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 วิเคราะห์ตามระยะเวลาที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาของสินทรัพย์และหนี้สินทางการเงินของบริษัทฯและบริษัทย่อย ดังนี้

      (หน่วย: ล้านบาท)

      รายการ ระยะเวลาการกำหนดอัตราดอกเบี้ยใหม่หรือวันครบกำหนด
      อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นลงตามอัตราตลาด เมื่อทวงถาม 0-3 เดือน 3-12 เดือน 1-5 ปี เกิน 5 ปี ไม่มีดอกเบี้ย รวม
      สินทรัพย์ทางการเงิน
      เงินสด - - - - - - 2 2
      รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน 2,334 - 452 4,963 - - 49 7,798
      สินทรัพย์ทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน - - 46 155 444 735 1,977 3,357
      สินทรัพย์ตราสารอนุพันธ์ - - - - - - 145 145
      เงินลงทุน - - 8,461 8,613 1,949 270 2,357 21,650

      เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้

      3,174 2,026 226 17,104 29,330 19 630 52,509
      ลูกหนี้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ - - - - - - 1,247 1,247
      สินทรัพย์อื่น - - - - - - 2,223 2,223
      รวมสินทรัพย์ทางการเงิน 5,508 2,026 9,185 30,835 31,723 1,024 8,630 88,931
      หนี้สินทางการเงิน
      รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน - 990 3,977 955 7,390 - - 13,312
      หนี้สินตราสารอนุพันธ์ - - - - - - 14 14
      ตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม 52 - 4,105 1,525 21,248 6,957 - 33,887
      หนี้สินอื่น - - 2 11 201 221 2,326 2,761
      รวมหนี้สินทางการเงิน 52 990 8,084 2,491 28,839 7,178 2,340 49,974

  3. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk)

    ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่บริษัทฯและบริษัทย่อยไม่สามารถชำระหนี้สินและภาระผูกพันเมื่อถึงกำหนด เนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนทรัพย์สินเป็นเงินสดได้ หรือไม่สามารถจัดหาเงินทุนได้เพียงพอ หรือสามารถจัดหาเงินทุนได้แต่ด้วยต้นทุนที่สูงเกินกว่าระดับที่ยอมรับได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้และเงินกองทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อยในปัจจุบันและในอนาคต โดยกลไกการบริหารความเสี่ยงจะเริ่มจากการประเมินกระแสเงินสดและฐานะสภาพคล่องในแต่ละช่วงเวลาที่บริษัทฯและบริษัทย่อยอาจมีความต้องการเงินทุนแตกต่างกันเพื่อรองรับการครบกำหนดของเงินกู้ยืม การลดหนี้สินประเภทอื่นลง หรือการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ โดยใช้เครื่องมือทั้งที่เป็นแบบจำลองวิเคราะห์ฐานะสภาพคล่อง (Liquidity Gap Analysis) อัตราส่วนด้านสภาพคล่องต่าง ๆ ตลอดจนการใช้สถานการณ์จำลองโดยการตั้งสมมติฐาน (“What if” Scenarios) เพื่อวิเคราะห์ถึงผลกระทบว่า บริษัทฯและบริษัทย่อยจะยังคงมีสภาพคล่องที่เพียงพอหรือไม่ ภายใต้กระแสเงินสดที่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของลูกค้าในการต่ออายุสัญญาเมื่อครบกำหนด

    ขณะเดียวกันบริษัทฯและบริษัทย่อยมีการจัดทำแผนรองรับเหตุฉุกเฉินไว้รองรับกรณีเกิดปัญหาสภาพคล่องและจะมีการทบทวนเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญที่จะมีผลต่อการดำเนินงานตามแผน ทั้งนี้ การควบคุมและติดตามความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง บริษัทฯและบริษัทย่อยได้มอบหมายให้คณะกรรมการบริหารเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งจะจัดให้มีการประชุมเพื่อติดตามสถานะและบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นประจำ


    โครงสร้างแหล่งเงินทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อยซึ่งจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของเงินทุนและระยะเวลาของแหล่งเงินทุน เป็นดังนี้
    เงินทุนจำแนกตามแหล่งที่มาของเงินทุน 2563 2562
    ล้านบาท ร้อยละ ล้านบาท ร้อยละ
    รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน 13,312 28.20 15,660 25.91
    ตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม 33,887 71.80 44,780 74.09
    รวม 47,199 100.00 60,440 100.00

    เงินทุนจำแนกตามระยะเวลาของแหล่งเงินทุน

    2563 2562
    ล้านบาท ร้อยละ ล้านบาท ร้อยละ
    ไม่เกิน 1 ปี 11,604 24.59 36,669 60.67
    เกิน 1 ปี 35,595 75.41 23,771 39.33
    รวม 47,199 100.00 60,440 100.00

    สินทรัพย์และหนี้สินทางการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 วิเคราะห์ตามระยะเวลาครบกำหนดตามสัญญา เป็นดังนี้

    (หน่วย: ล้านบาท)

    รายการ วันที่ครบกำหนดของเครื่องมือทางการเงิน
    เมื่อทวงถาม น้อยกว่า 1 ปี มากกว่า 1 ปี ไม่มีกำหนด รวม
    สินทรัพย์ทางการเงิน
    เงินสด 2 - - - 2
    รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน 2,375 5,423 - - 7,798
    สินทรัพย์ทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน - 920 460 1,977 3,357
    สินทรัพย์ตราสารอนุพันธ์ 142 3 - - 145
    เงินลงทุน - 17,074 2,219 2,357 21,650

    เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้

    5,703 17,348 29,458 - 52,509
    ลูกหนี้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ - 1,247 - - 1,247
    สินทรัพย์อื่น 1,141 1,064 18 - 2,223
    สินทรัพย์จากสัญญาประกันภัย
    เบี้ยประกันภัยค้างรับ 670 - - 670
    สินทรัพย์จากการประกันภัยต่อ
        - สำรองสินไหมทดแทน
    - 156 54 - 210
    ลูกหนี้จากสัญญาประกันภัยต่อ - 99 - - 99
    รวมสินทรัพย์ทางการเงินและสินทรัพย์จากสัญญาประกันภัย 9,363 44,004 32,209 4,334 89,910
    หนี้สินทางการเงิน
    รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน 990 4,932 7,390 - 13,312
    หนี้สินอนุพันธ์ - 14 - - 14
    ตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม 52 5,630 28,205 - 33,887
    เจ้าหนี้อื่น - 2,428 333 - 2,761
    หนี้สินจากสัญญาประกันภัย
    หนี้สินจากสัญญาประกันภัย
        - สำรองค่าสินไหมทดแทนและค่าสินไหมทดแทนค้างจ่าย
    - 1,358 481 - 1,839
    เจ้าหนี้บริษัทประกันภัย - 719 - - 719
    รวมหนี้สินทางการเงิน 1,042 15,081 36,409 - 52,532
    ภาระผูกพัน
    ภาระผูกพันอื่น 1 - 63 - 64
  4. ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk)

    เป็นความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากการขาดการกำกับดูแลกิจการที่ดี ขาดธรรมาภิบาลในองค์กรหรือ ขาดการควบคุมที่ดีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการปฏิบัติงานภายใน คน ระบบงาน หรือเหตุการณ์ภายนอก และส่งผลกระทบต่อรายได้ จากการดำเนินงานและเงินกองทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อย รวมถึงความเสี่ยงด้านกฎหมาย เช่น ความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง หรือดำเนินคดีตามกฎหมาย ถูกทางการเปรียบเทียบปรับ รวมทั้งความเสียหายที่ได้รับจากการตกลงกันนอกชั้นศาล เป็นต้น ซึ่งความเสี่ยงด้านปฏิบัติการจะมีผลกระทบต่อความเสี่ยงด้านอื่น โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk) และด้านชื่อเสียง (Reputation Risk)

    บริษัทฯและบริษัทย่อยมีความตระหนักดีว่า การบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่ดี เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการดำเนินธุรกิจให้บรรลุเป้าหมายให้สำเร็จได้อย่างยั่งยืน จากสภาวะแวดล้อมปัจจุบันซึ่งมีความไม่แน่นอน บริษัทฯและบริษัทย่อยจึงให้ความสำคัญต่อการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล อีกทั้งครอบคลุมการดำเนินงาน ทั่วทั้งบริษัทฯและบริษัทย่อยอย่างเพียงพอและเตรียมความพร้อมรับกับสภาวการณ์ที่ไม่คาดคิดดังกล่าวได้อย่างทันกาล รวมทั้งปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น ทั้งนี้ บริษัทฯและบริษัทย่อยได้กำหนดนโยบายและแนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่มุ่งเน้นไปที่การป้องกันและติดตามดูแลความเสี่ยง นอกจากนี้ การควบคุมภายในเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมและป้องกัน ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น บริษัทฯและบริษัทย่อยจึงจัดให้มีระบบควบคุมภายในที่ดี อันได้แก่ กำหนดโครงสร้างองค์กรให้มีการ สอบทานและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน การจัดให้มีหน่วยงานสนับสนุนการทำธุรกรรมที่มีความชำนาญเฉพาะด้านและเป็นอิสระ เพื่อลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น การจัดให้มีระเบียบปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทุกประเภท การจัดการระบบสารสนเทศและระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ตลอดจนการจัดทำแผนรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

    บริษัทฯและบริษัทย่อยมีการกำหนดหลักเกณฑ์ รูปแบบหรือเงื่อนไขของวิธีการที่ใช้ในการวัดและประเมินความเสี่ยงภายในของบริษัทฯและบริษัทย่อยเอง โดยวิธีการดังกล่าวบริษัทฯและบริษัทย่อยมีการพิจารณาถึงปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เช่น แนวทางการกำกับดูแลของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ลักษณะและความซับซ้อนของธุรกิจ ความสามารถในการยอมรับความเสี่ยง โดยมีการจัดทำเครื่องมือการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่สำคัญ เช่น การประเมินความเสี่ยงและการควบคุมด้วยตนเอง (Risk and Control Self-Assessment) ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญ (Key Risk Indicators: KRI) การจัดเก็บข้อมูลเหตุการณ์ความเสียหาย ที่เกิดขึ้น (Loss Data) นโยบายการใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอกของกลุ่มธนชาต (Outsourcing Policy) และแผนรองรับ การดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan)

    สำหรับการติดตามดูแลความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ บริษัทฯและบริษัทย่อยกำหนดเป็นนโยบายให้ผู้บริหารของแต่ละหน่วยงานมีความรับผิดชอบในการติดตามความเสี่ยง โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานตามปกติ ซึ่งจะช่วยให้รับทราบถึงความเสี่ยงและปัญหาที่เกิดขึ้น และเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที ไม่ส่งผลเสียหายต่อบริษัทฯและบริษัทย่อย แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ทราบถึงผลการดำเนินงานและปัญหาที่เกิดขึ้น ตลอดจนแนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลปัจจัยเสี่ยง บริษัทฯและบริษัทย่อยจึงจัดให้มีรายงานข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ เสนอต่อคณะกรรมการของบริษัท คณะกรรมการกำกับความเสี่ยง และผู้บริหารระดับสูงอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและพัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสม และเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้บริษัทฯและบริษัทย่อยประเมินความสามารถของระบบควบคุมภายในว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดอีกทางหนึ่งด้วย

  5. ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology Risk)

    ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯและบริษัทย่อยอย่างมาก ในการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้า อย่างถูกต้อง รวดเร็ว ปลอดภัย และตรงตามความต้องการของลูกค้าด้วยต้นทุนที่ต่ำลง บริษัทฯและบริษัทย่อยตระหนักดีว่าการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดเวลา อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง ด้านความปลอดภัยของการให้บริการ ข้อมูลลูกค้า ความต่อเนื่องของการให้บริการ และส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯและบริษัทย่อย ดังนั้น บริษัทฯและบริษัทย่อยจึงให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้เป็นมาตรฐานสากล โดยอยู่บนพื้นฐานของการคุ้มครองข้อมูล และรักษาผลประโยชน์ของลูกค้า ภายใต้หลักการสำคัญ 3 ประการ คือ 1) การรักษาความลับของระบบและข้อมูล (Confidentiality) 2) ความถูกต้องเชื่อถือได้ของระบบและข้อมูล (Integrity) และ 3) ความพร้อมใช้งานของระบบและข้อมูล (Availability)

    เพื่อให้บริษัทฯและบริษัทย่อยสามารถบริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อเนื่อง และสอดคล้องกับลักษณะการดำเนินธุรกิจ ปริมาณธุรกรรม ความซับซ้อนของเทคโนโลยีสารสนเทศ และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เช่น ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง และความเสี่ยงด้านกฎหมาย บริษัทฯและบริษัทย่อยได้กำหนดโครงสร้างการกำกับดูแล ตามหลักการแบ่งแยกหน้าที่รับผิดชอบ 3 ระดับ (Three Lines of Defense) อย่างชัดเจนและเป็นอิสระจากกัน ได้แก่ 1) ปฏิบัติงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 2) บริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ และ 3) ตรวจสอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากนี้ บริษัทฯ และบริษัทย่อยได้กำหนดนโยบายและมาตรฐานความปลอดภัยระบบสารสนเทศ นโยบายการบริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ระเบียบวิธีปฏิบัติและกระบวนการในการบริหารความเสี่ยง และมีการสร้างความรู้ และความตระหนักรู้เรื่องความเสี่ยง ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่ กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน อย่างต่อเนื่อง

    บริษัทฯและบริษัทย่อยมีกระบวนการในการบริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศตามมาตรฐานสากล ดังนี้


    1. การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) ประกอบด้วย 1) ระบุความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Risk Identification) 2) วิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Analysis) และ 3) ประเมินค่าความเสี่ยง (Risk Evaluation) ประเมินโอกาสใน การเกิดความเสี่ยงและผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
    2. การจัดการความเสี่ยง (Risk Treatment) มีการจัดการ ควบคุม และป้องกันความเสี่ยงอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับ ผลการประเมินความเสี่ยง เพื่อให้ความเสี่ยงที่เหลืออยู่ อยู่ในระดับความเสี่ยงเทคโนโลยีสารสนเทศที่ยอมรับได้ โดยมีการกำหนดดัชนี ชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญ (IT Key Risk Indicators)
    3. การติดตาม ทบทวน และรายงานความเสี่ยง (Risk Monitoring, Review, and Reporting) มีกระบวนการในการติดตามและทบทวนความเสี่ยง เพื่อให้อยู่ในระดับความเสี่ยงเทคโนโลยีสารสนเทศที่ยอมรับได้ และรายงานต่อคณะกรรมการที่รับผิดชอบ เป็นประจำ

  6. ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk)

    ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการกำหนดแผนกลยุทธ์ แผนดำเนินงาน และการนำไปปฏิบัติไม่เหมาะสมหรือไม่สอดคล้องกับปัจจัยภายในและสภาพแวดล้อมภายนอกอันส่งผลกระทบต่อรายได้เงินกองทุนหรือการดำรงอยู่ของบริษัทฯและบริษัทย่อย ในการบริหารความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ บริษัทฯและบริษัทย่อยจัดให้มีการทำแผนกลยุทธ์สำหรับช่วงเวลา 3 ปีข้างหน้า และจัดให้มีการทบทวนแผนงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีเหตุการณ์ภายนอกที่อาจส่งผลกระทบถึงการบรรลุเป้าหมายของธุรกิจ โดยคณะกรรมการบริหารเป็นผู้ติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ เปรียบเทียบกับแผนงานประจำปีที่กำหนดเป้าหมายไว้อย่างสม่ำเสมอ

  7. ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputation Risk)

    ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputation Risk) หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่สาธารณชน ได้แก่ ลูกค้า (Customers) คู่ค้า (Strategic or alliance partners) นักลงทุน (Investor) และผู้กำกับดูแล (Regulators) รับรู้ถึงภาพลักษณ์ในเชิงลบหรือ ขาดความเชื่อมั่นในบริษัทฯและบริษัทย่อย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้และ/หรือเงินกองทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อย ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งความเสี่ยงด้านชื่อเสียงอาจเกิดจากการไม่ดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาลและจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ หรือการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบของทางการ รวมทั้งเกณฑ์การปฏิบัติงานของบริษัทฯและบริษัทย่อย

    บริษัทฯและบริษัทย่อยได้คำนึงถึงความสำคัญของความเสี่ยงด้านชื่อเสียงมาอย่างต่อเนื่อง จึงได้กำหนดให้มีนโยบาย การบริหารความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขึ้น ซึ่งประกอบด้วย กรอบการบริหารความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputation Risk Framework) และกระบวนการบริหารความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ได้แก่ การประเมินและการวัดความเสี่ยงด้านชื่อเสียงที่แบ่งเป็น 5 ระดับตามผลกระทบและโอกาสเกิดเหตุการณ์ความเสี่ยง การป้องกันความเสี่ยงด้านชื่อเสียงโดยการสร้างความตระหนักในความสำคัญของความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและกำหนดมาตรการป้องกันความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุการณ์ความเสี่ยง (Reputation Risk Event) การติดตามและรายงานความเสี่ยงต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งมีการจัดการความเสี่ยงในกรณีความเสี่ยง อยู่ในระดับสูงและสูงมาก โดยบริษัทฯและบริษัทย่อยได้กำหนดให้มีหน่วยงานหลักที่ดูแลรับผิดชอบโดยตรงในกระบวนการบริหารความเสี่ยงดังกล่าว

  8. ความเสี่ยงจากมาตรการหรือกฎระเบียบของทางการ

    ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ หมายความว่า ความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ มาตรฐาน และแนวปฏิบัติที่บังคับใช้กับธุรกรรมต่าง ๆ ของบริษัทฯและบริษัทย่อย ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายทางการเงินเป็นจำนวนสูง ความเสียหายต่อชื่อเสียงของบริษัทฯและบริษัทย่อย หรือการถูกทางการเข้าแทรกแซง ซึ่งการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงข้อบังคับ กฎหมายและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของหน่วยงานราชการ เช่น ก.ล.ต. ตลท. คปภ. ปปง. ธปท. และหน่วยงานอื่น ๆ แต่ละครั้งอาจส่งผลกระทบต่อกลยุทธ์และการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯและบริษัทย่อย

    หน่วยงานกำกับกฎระเบียบและข้อบังคับของแต่ละบริษัทในกลุ่มธนชาตทำหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติงานของบริษัทฯ ให้เป็นไปตามกฎระเบียบและข้อบังคับของทางการและองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จรรยาบรรณในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนให้คำปรึกษา เผยแพร่ความรู้ให้กับผู้บริหารและพนักงาน และสนับสนุนผู้บริหารระดับสูงให้สามารถบริหารความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานตรวจสอบภายใน รวมทั้งปฏิบัติงานในหน้าที่เฉพาะ เช่น งานโครงการ แนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต การประสานงานกับผู้กำกับดูแลหรือหน่วยงานทางการ เป็นต้น โดยมีการรายงานคู่ขนานต่อผู้บริหารสูงสุดและคณะกรรมการตรวจสอบของแต่ละบริษัท

    การประเมินความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ หน่วยงานกำกับกฎระเบียบและข้อบังคับจะทำการประเมินความเสี่ยง ด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของกิจกรรมต่าง ๆ โดยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกของบริษัทฯ ซึ่งครอบคลุมถึง ทิศทางการกำกับดูแลของทางการ ผลการตรวจสอบของทางการ นโยบายธุรกิจ ข้อหารือ ข้อร้องเรียน การควบคุมภายใน และระบบงานภายในที่รองรับในเรื่องที่พิจารณานั้น ๆ โดยมีการกำหนดน้ำหนัก ผลกระทบและโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เพื่อใช้ในการสุ่มสอบทานการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ (Control and Monitor) และติดตามข้อบกพร่องที่ตรวจพบพร้อมเสนอแนวทางการปรับปรุง