TH EN
 

การบริหารและการจัดการความเสี่ยง

   
ประเภทความเสี่ยงที่สำคัญของบริษัทฯและบริษัทย่อย มีดังนี้
  1. ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk)

    ความเสี่ยงด้านเครดิต คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ลูกหนี้หรือคู่สัญญาไม่สามารถชำระหนี้ หรือปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงไว้โดยอาจเกิดจากการประสบปัญหาทางการเงินของลูกหนี้ จากความผันผวนทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ความผิดพลาดในการบริหารจัดการของลูกหนี้ ที่อาจส่งผลกระทบต่อรายได้และเงินกองทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อย ความเสี่ยงดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากการทำธุรกรรมทางการเงินโดยปกติ เช่น การให้กู้ยืมหรือให้สินเชื่อ การก่อภาระผูกพันหรือการค้ำประกัน ธุรกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องกับการให้เครดิต และการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทตราสารหนี้(Market Instrument) ที่ออกโดยองค์กรของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลหรือ ธปท. ไม่ค้ำประกัน และตราสารหนี้ที่ออกโดยองค์กรเอกชน เช่น หุ้นกู้ เป็นต้น

    ภายใต้นโยบายและแนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตบริษัทฯและบริษัทย่อยได้สร้างวัฒนธรรมทางด้านเครดิต เริ่มจากการจัดให้มีการประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้กู้หรือคู่สัญญา หรือผู้ออกตราสารหนี้ โดยใช้แบบวิเคราะห์ความเสี่ยงที่พัฒนาขึ้นตามความเหมาะสมของประเภทคู่สัญญา และมอบหมายให้หน่วยงานวิเคราะห์ความเสี่ยงเครดิตซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระเป็นผู้ประเมินความเสี่ยงด้วยแบบวิเคราะห์ดังกล่าว ทั้งนี้ คณะกรรมการที่มีอำนาจในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจะเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้กู้หรือคู่สัญญา วงเงินสินเชื่อหรือลงทุนที่เหมาะสม และเงื่อนไขต่าง ๆ ในการให้สินเชื่อหรือก่อภาระผูกพันรวมทั้งควบคุมสถานะความเสี่ยงทั้งในระดับภาพรวม ด้วยการกระจายความเสี่ยงทางด้านสินเชื่อไปยัง แต่ละส่วนธุรกิจและกลุ่มลูกค้าต่างๆ อย่างเหมาะสม ภายใต้ระดับเพดานความเสี่ยงที่กำหนดไว้ ตลอดจนติดตามดูแลคุณภาพสินเชื่อให้มีการจัดการอย่างเหมาะสม ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ เน้นการพิจารณาศักยภาพของธุรกิจและความสามารถในการชำระหนี้คืนเป็นปัจจัยสำคัญ โดยมีหน่วยงานควบคุมความเสี่ยงเป็นหน่วยงานอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบการทำธุรกรรมด้านเครดิตให้เป็นไปตามนโยบายและแนวทางบริหารความเสี่ยงด้านเครดิต และมีหน่วยงานตรวจสอบรับผิดชอบในการสอบทานสินเชื่อตามแนวทางของ ธปท.

    เพื่อให้ผลตอบแทนสอดรับกับความเสี่ยงที่ได้รับ บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีการนำเครื่องมือในการวัดผลตอบแทนหลังหักค่าความเสี่ยงต่อเงินกองทุน หรือ Risk Adjusted Return on Capital (RAROC) มาใช้ นอกจากนี้ บริษัทฯและบริษัทย่อยจัดให้มีการทดสอบภาวะวิกฤต หรือ Stress Test เพื่อคาดการณ์ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในภาวะวิกฤตที่จะส่งผลให้ลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้ลดลง หรือไม่สามารถชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาตามสมมติฐานและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่กำหนดขึ้นให้มีผลกระทบต่อการทำธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมที่ลูกหนี้ดำเนินธุรกิจอยู่

    ปัจจัยความเสี่ยงด้านเครดิตที่สำคัญ มีดังนี้
    1. ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของสินเชื่อ

      บริษัทฯและบริษัทย่อยมีเป้าหมายในการกระจายการปล่อยสินเชื่อให้แก่กลุ่มลูกค้าต่าง ๆ โดยเน้นในกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพดี และพยายามควบคุมไม่ให้เกิดการกระจุกตัวในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากจนเกินไป มีการกำหนดวงเงินควบคุมความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวของสินเชื่อที่ให้แก่ลูกหนี้แต่ละกลุ่ม (Group Limit) และลูกหนี้แต่ละราย (Single Limit) ตามระดับความเสี่ยงของลูกหนี้ รวมทั้งมีการวิเคราะห์ ติดตาม และรายงานผลต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงอันเกิดขึ้นจากปัจจัยอื่นที่ไม่สามารถควบคุมได้ นอกจากนี้ บริษัทฯและบริษัทย่อยมีการบริหารพอร์ตสินเชื่อโดยการวิเคราะห์สถานะพอร์ตสินเชื่อโดยรวมและบริหารสัดส่วนของพอร์ตสินเชื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงสุดภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

    2. ความเสี่ยงจากการด้อยคุณภาพของสินเชื่อ

      สินเชื่อด้อยคุณภาพ ได้แก่ สินเชื่อจัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน สงสัย และสงสัยจะสูญ ซึ่งเป็นปัญหาหลักของแต่ละสถาบันการเงิน เพราะส่งผลกระทบต่อรายได้และเงินกองทุนของบริษัทฯ ซึ่งบริษัทฯและบริษัทย่อยได้ให้ความสำคัญและพยายามควบคุมคุณภาพของสินเชื่อด้วยการกำหนดนโยบายและขั้นตอนในการติดตามคุณภาพของสินเชื่ออย่างสม่ำเสมอ

    3. ความเสี่ยงจากหลักประกัน

      สำหรับการให้สินเชื่อที่มีหลักประกัน บริษัทฯและบริษัทย่อยกำหนดให้มีการวิเคราะห์และจัดระดับคุณภาพของหลักประกันแต่ละประเภท โดยพิจารณาถึงสภาพคล่องและความเสี่ยงของหลักประกันนั้น และนำผลการวิเคราะห์ดังกล่าวไปใช้เป็นปัจจัยหนึ่งในการจัดระดับความเสี่ยงของสินเชื่อ ทั้งนี้ หลักประกันดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์จะมีการประเมินมูลค่าโดยการประเมินราคาหรือตีราคาหลักประกันตามหลักเกณฑ์ที่ ธปท. กำหนดไว้ โดยประเภทของหลักประกันที่สำคัญของบริษัทฯและบริษัทย่อย ได้แก่ เงินฝากและตั๋วแลกเงิน หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด หลักทรัพย์นอกตลาด อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์อสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ เครื่องจักร เป็นต้นทั้งนี้ บริษัทฯและบริษัทย่อยกำหนดแนวทาง มาตรฐานและความถี่ในการประเมินราคาและตีราคาหลักประกันแต่ละประเภท รวมทั้งกำหนดให้มีการจัดทำรายงานการประเมินราคาและตีราคาที่มีข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ชัดเจนและเพียงพอต่อการตัดสินใจกำหนดราคาในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ว่ามูลค่าของหลักประกันนั้นลดลง หรือมีการเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน จะต้องมีการพิจารณาการด้อยค่าของสินทรัพย์ที่เป็นหลักประกันโดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

      ธุรกรรมสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯและบริษัทย่อย มีรถยนต์เป็นหลักประกันที่ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทฯ หากลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ บริษัทฯ สามารถดำเนินการครอบครองสินทรัพย์ได้ในทันทีเพื่อนำไปขายในตลาดรถยนต์ใช้แล้ว ดังนั้น บริษัทฯและบริษัทย่อยอาจมีความเสี่ยงจากการไม่สามารถยึดรถยนต์ที่เป็นหลักประกันได้ รวมทั้งความเสี่ยงจากการจำหน่ายรถยนต์แต่ไม่สามารถชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยง เช่น สภาวะตลาดรถยนต์ใช้แล้ว สภาพของรถยนต์ที่ได้ยึดมา เป็นต้น ซึ่งธนาคารธนชาตได้ใช้ข้อมูลจากสถิติคำนวณค่าความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้สำหรับสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ หรือ Loss Given Default (LGD) ทั้งนี้ ธนาคารธนชาตได้มีการกันสำรองฯ ที่สูงกว่าค่า LGD เพื่อให้ครอบคลุมความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น

    4. ความเสี่ยงจากการด้อยค่าของทรัพย์สินรอการขาย

      บริษัทฯและบริษัทย่อยมีการพิจารณาตั้งค่าเผื่อการด้อยค่าของทรัพย์สินรอการขายโดยใช้หลักเกณฑ์การตั้งค่าเผื่อการด้อยค่าของ ธปท. ประกอบกับการใช้ดุลยพินิจในการประมาณการผลขาดทุนจากการด้อยค่า เมื่อพบว่ามูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืนของทรัพย์สินมีมูลค่าลดลงกว่ามูลค่าตามบัญชี ซึ่งพิจารณาจากราคาประเมินล่าสุดของทรัพย์สิน ประเภท และคุณลักษณะของทรัพย์สิน

    5. ความเสี่ยงจากการค้ำประกันและการอาวัล

      บริษัทฯและบริษัทย่อยได้ให้บริการกับลูกค้าที่ก่อให้เกิดภาระผูกพันจากการรับอาวัลตั๋วเงิน เล็ตเตอร์ออฟเครดิต การค้ำประกันกู้ยืมเงิน และภาระผูกพันอื่น ซึ่งบริษัทฯและบริษัทย่อยมีความเสี่ยงจากการที่ต้องเข้าไปรับผิดชอบแทนลูกค้า ในกรณีที่ลูกค้าไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญา สำหรับความเสี่ยงที่เกิดจากการค้ำประกันและการอาวัล บริษัทฯและบริษัทย่อยได้ดูแลและควบคุมความเสี่ยงดังกล่าวด้วยการตรวจสอบข้อมูล โดยใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติ ตลอดจนควบคุมและติดตาม โดยใช้แนวทางเดียวกับการให้สินเชื่อตามปกติของบริษัทฯและบริษัทย่อย

  2. ความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk)

    ความเสี่ยงด้านตลาด คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และราคาตราสารในตลาดเงินตลาดทุนที่มีผลกระทบในทางลบต่อรายได้ และเงินกองทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อย โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ความเสี่ยงด้านราคา ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย และความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน โดยบริษัทฯและบริษัทย่อยมีนโยบายในการควบคุมและจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นไปตามนโยบายการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯและบริษัทย่อย

    1. ความเสี่ยงด้านราคา (Price Risk)

      เป็นความเสี่ยงที่รายได้หรือมูลค่าของสินทรัพย์หรือหนี้สินทางการเงินได้รับผลกระทบในทางลบ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารหนี้และตราสารทุน ทำให้มูลค่าของเงินลงทุนเพื่อค้าและเผื่อขายของ

      บริษัทฯและบริษัทย่อยลดลงบริษัทฯและบริษัทย่อยได้พัฒนาเครื่องมือในการวัดความเสี่ยงโดยใช้แบบจำลองของ Value-at-Risk (VaR Model) เพื่อวัดผลขาดทุนสูงสุด ณ ระดับความเชื่อมั่นหนึ่ง ๆ หากถือครองหลักทรัพย์ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ บริษัทฯและบริษัทย่อยมีการกำหนด Limit ต่าง ๆ ในการทำธุรกรรมเพื่อควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่รับได้ เช่น Position Limit และ Loss Limit เป็นต้น โดยมีหน่วยงานควบคุมความเสี่ยง (Risk Control Unit) ซึ่งแยกออกจากหน่วยงานที่ทำธุรกรรม (Front Office) และหน่วยงานที่บันทึกรายการ (Back Office) ทำหน้าที่ควบคุมความเสี่ยงและรายงานสถานะ Limit ต่าง ๆ ต่อคณะกรรมการ หน่วยงานหรือผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะสามารถบริหารความเสี่ยงได้ทันท่วงทีบริษัทฯและบริษัทย่อยมอบหมายให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้ควบคุมและติดตามความเสี่ยงด้านนี้ ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องมือดังกล่าวมีประสิทธิภาพและมีความแม่นยำบริษัทฯและบริษัทย่อยกำหนดให้มีการทดสอบเครื่องมือด้วยการทำ Back-testing โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานที่ Bank for International Settlement (BIS) กำหนดนอกจากนี้ บริษัทฯและบริษัทย่อยมีการจำลองเหตุการณ์รุนแรงอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการลดลงของราคาหลักทรัพย์ในตลาดอย่างรุนแรงเฉียบพลัน หรือทำการทดสอบภาวะวิกฤต Stress Test เพื่อให้คาดการณ์ได้ว่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นมีผลต่อรายได้หรือมูลค่าของสินทรัพย์หรือหนี้สินทางการเงินอย่างไร


      ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 และวันที่ 31 ธันวาคม 2561 เงินลงทุนที่มีไว้เพื่อค้าและเผื่อขายของบริษัทฯและบริษัทย่อย จำแนกตามประเภทเงินลงทุน เป็นดังนี้

      (หน่วย: ล้านบาท)


        มูลค่ายุติธรรม
      2562 2561
      เงินลงทุน
      เงินลงทุนเพื่อค้า
      หลักทรัพย์รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ 1,705 13,346
      ตราสารหนี้ภาคเอกชน 2,661 3,507
      ตราสารทุนในความต้องการของตลาดในประเทศ 1,420 958
      เงินลงทุนเผื่อขาย
      หลักทรัพย์รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ 20,908 99,910
      ตราสารหนี้ภาคเอกชน 6,257 23,702
      ตราสารหนี้ต่างประเทศ - 17,203
      ตราสารทุนในความต้องการของตลาดในประเทศ 2,794 6,793
      หน่วยลงทุน 3,238 68
      รวมเงินลงทุนเพื่อค้าและเผื่อขาย 38,983 165,487

      มูลค่าเงินลงทุนเพื่อค้าและเผื่อขายของบริษัทฯและบริษัทย่อยลดลงเนื่องจากบริษัทฯ ขายเงินลงทุนในธนาคารธนชาตให้แก่ธนาคารทหารไทย

    2. ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk)

      เป็นความเสี่ยงที่รายได้หรือเงินกองทุนได้รับผลกระทบในทางลบจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของรายการสินทรัพย์หนี้สิน และรายการนอกงบดุลทั้งหมดที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย (Rate Sensitive Items) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ(Net Interest Income) และเงินกองทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อย

      บริษัทฯและบริษัทย่อยมีเป้าหมายที่จะดำเนินงานภายใต้ระบบบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยที่มีประสิทธิภาพระยะยาว คือสามารถรักษาระดับความสัมพันธ์ของสัดส่วนโครงสร้างของสินทรัพย์และหนี้สินที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยในช่วงระยะเวลาต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสำหรับการดำเนินงาน และให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อบริษัทฯ และผู้ถือหุ้น บริษัทฯและบริษัทย่อยจึงพัฒนาเครื่องมือที่ใช้วัดความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้สามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความเหลื่อมล้ำระหว่างระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย(Reprice) ในสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันในแต่ละช่วงเวลา (Repricing Gap Analysis) ซึ่งจะมีการวัดความเสี่ยงเป็นประจำทุกเดือนเพื่อให้การดำเนินงานของบริษัทฯและบริษัทย่อยมีความเสี่ยงอยู่ในขอบเขตที่สามารถยอมรับได้ จึงได้จัดให้มีการกำหนดระดับเพดานความเสี่ยงและระดับสัญญาณเตือนภัยที่ยอมรับได้ โดยพิจารณาจากโครงสร้างของสินทรัพย์ หนี้สินและภาระผูกพัน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย(Reprice) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาตามแผนธุรกิจของบริษัทฯและบริษัทย่อย และมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ย ควบคุมและติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยมีการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ภาวะตลาดเงินและตลาดทุน และทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่อาจเป็นสาเหตุของปัจจัยความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย เพื่อกำหนดมาตรการต่าง ๆ ในการรองรับความเสี่ยง

      สินทรัพย์และหนี้สินทางการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 วิเคราะห์ตามระยะเวลาที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาของสินทรัพย์และหนี้สินทางการเงินของบริษัทฯและบริษัทย่อย ดังนี้

      (หน่วย: ล้านบาท)

      รายการ ระยะเวลาการกำหนดอัตราดอกเบี้ยใหม่หรือวันครบกำหนด
      อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นลงตามอัตราตลาด เมื่อทวงถาม 0-3 เดือน 3-12 เดือน 1-5 ปี เกิน 5 ปี ไม่มีดอกเบี้ย รวม
      สินทรัพย์ทางการเงิน
      เงินสด - - - - - - 3 3
      รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน 3,809 - 820 2,332 302 - 121 7,384
      สินทรัพย์ตราสารอนุพันธ์ - - - - - - 13 13
      เงินลงทุน 499 - 45,656 11,922 4,617 1,125 6,538 40,357

      เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้

      4,043 1,229 607 1,916 48,040 403 28 56,266
      ลูกหนี้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ - - - - - - 2,577 2,577
      รวมหนี้สินทางการเงิน 8,351 1,229 17,083 16,170 52,959 1,528 9,280 106,600
      หนี้สินทางการเงิน
      รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน 23 1,140 11,626 2,421 450 - - 15,660
      หนี้สินตราสารอนุพันธ์ - - - - - - 47 47
      ตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม 51 418 6,965 11,525 19,921 5,900 - 44,780
      เจ้าหนี้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ - - - - - - 948 948
      หนี้สินอื่น - เจ้าหนี้สำนักหักบัญชี - - - - - - 1,054 1,054
      รวมหนี้สินทางการเงิน 74 1,558 18,591 13,946 20,371 5,900 2,049 62,489

    3. ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Risk)

      ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน อันอาจมีผลให้มูลค่าของตราสารทางการเงินเปลี่ยนแปลงไป หรือทำให้เกิดความผันผวนต่อรายได้ หรือมูลค่าของสินทรัพย์หรือหนี้สินทางการเงิน

      เนื่องจากบริษัทย่อยมีธุรกรรมที่เกี่ยวกับการปริวรรตเงินตราต่างประเทศ ทำให้มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม บริษัทย่อยมีนโยบายในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยการบริหารจัดการสถานะเงินตราต่างประเทศสุทธิ และดำเนินการภายใต้นโยบายบริหารความเสี่ยง ซึ่งอนุมัติโดยคณะกรรมการของบริษัทย่อยภายใต้เกณฑ์ที่กำหนดโดย ธปท. อย่างเคร่งครัด

  3. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk)

    ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่บริษัทฯและบริษัทย่อยไม่สามารถชำระหนี้สินและภาระผูกพันเมื่อถึงกำหนดเนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนทรัพย์สินเป็นเงินสดได้ หรือไม่สามารถจัดหาเงินทุนได้เพียงพอ หรือสามารถจัดหาเงินทุนได้ แต่ด้วยต้นทุนที่สูงเกินกว่าระดับที่ยอมรับได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้และเงินกองทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อยในปัจจุบันและในอนาคต โดยกลไกการบริหารความเสี่ยงจะเริ่มจากการประเมินกระแสเงินสดและฐานะสภาพคล่องในแต่ละช่วงเวลาที่บริษัทฯและบริษัทย่อยอาจมีความต้องการเงินทุนแตกต่างกันเพื่อรองรับการครบกำหนดของเงินกู้ยืม การลดหนสี้ นิ ประเภทอื่นลง หรือการเพิ่มขึ้น ของสินทรัพย์โดยใช้เครื่องมือ ทั้งที่เป็นแบบจำ ลองวิเคราะห์ฐานะสภาพคล่อง (Liquidity Gap Analysis) อัตราส่วนด้านสภาพคล่องต่าง ๆ ตลอดจนการใช้สถานการณ์จำลองโดยการตั้งสมมติฐาน(“What if” Scenarios) เพื่อวิเคราะห์ถึงผลกระทบว่า บริษัทฯและบริษัทย่อยจะยังคงมีสภาพคล่องที่เพียงพอหรือไม่ ภายใต้กระแสเงินสดที่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของลูกค้าในการต่ออายุสัญญาเมื่อครบกำหนด นอกจากนี้ ยังได้ประมาณการความต้องการสภาพคล่องภายใต้สมมติฐานที่แตกต่างกันตามภาวะเศรษฐกิจและเหตุการณ์ไม่ปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับบริษัทฯและบริษัทย่อยเองและเกิดกับระบบสถาบันการเงิน

    ขณะเดียวกันบริษัทฯและบริษัทย่อยมีการจัดทำแผนรองรับเหตุฉุกเฉินไว้รองรับกรณีเกิดปัญหาสภาพคล่องและจะมีการทบทวนเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญที่จะมีผลต่อการดำเนินงานตามแผน ทั้งนี้ การควบคุมและติดตามความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง บริษัทฯและบริษัทย่อยได้มอบหมายให้คณะกรรมการบริหารสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ยเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งจะจัดให้มีการประชุมเพื่อติดตามสถานะและบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นประจำ


    โครงสร้างแหล่งเงินทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อยซึ่งจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของเงินทุนและระยะเวลาของแหล่งเงินทุน เป็นดังนี้
    เงินทุนจำแนกตามแหล่งที่มาของเงินทุน 2562 2561
    ล้านบาท ร้อยละ ล้านบาท ร้อยละ
    เงินรับฝาก - - 751,917 85.56
    รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน 15,660 25.91 71,923 8.18
    ตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม 44,780 74.09 55,013 6.26
    รวม 60,440 100.00 878,853 100.00

    เงินทุนจำแนกตามระยะเวลาของแหล่งเงินทุน

    2562 2561
    ล้านบาท ร้อยละ ล้านบาท ร้อยละ
    ไม่เกิน 1 ปี 34,169 56.53 786,934 89.54
    เกิน 1 ปี 26,271 43.47 91,919 10.46
    รวม 60,440 100.00 878,853 100.00

    สินทรัพย์และหนี้สินทางการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 วิเคราะห์ตามระยะเวลาครบกำหนดตามสัญญา เป็นดังนี้

    (หน่วย: ล้านบาท)

    รายการ วันที่ครบกำหนดของเครื่องมือทางการเงิน
    เมื่อทวงถาม น้อยกว่า 1 ปี มากกว่า 1 ปี ไม่มีกำหนด รวม
    สินทรัพย์ทางการเงิน
    เงินสด 3 - - - 3
    รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน 3,930 3,152 302 - 7,384
    สินทรัพย์ตราสารอนุพันธ์ - 13 - - 13
    เงินลงทุน 499 29,422 3,898 6,538 40,357

    เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้

    5,981 18,079 31 31 56,266
    ลูกหนี้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ - 2,577 - - 2,577
    รวมสินทรัพย์ทางการเงิน 10,413 53,243 36,375 6,569 10,600
    หนี้สินทางการเงิน
    รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน 2,113 13,097 450 - 15,660
    หนี้สินตราสารอนุพันธ์ - 47 - - 47
    ตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม 470 18,489 25,821 - 44,780
    เจ้าหนี้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ - 948 - - 948
    หนี้สินอื่น - เจ้าหนี้สำนักหักบัญชี - 1,054 - - 1,054
    รวมหนี้สินทางการเงิน 2,583 33,635 26,271 - 62,489
    ภาระผูกพัน
    ภาระผูกพันอื่น 1 - 43 - 44
  4. ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk)

    เป็นความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากการขาดการกำกับดูแลกิจการที่ดี ขาดธรรมาภิบาลในองค์กรหรือขาดการควบคุมที่ดีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการปฏิบัติงานภายใน คน ระบบงาน หรือเหตุการณ์ภายนอก และส่งผลกระทบต่อรายได้จากการดำเนินงานและเงินกองทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อย รวมถึงความเสี่ยงด้านกฎหมาย เช่น ความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย ถูกทางการเปรียบเทียบปรับ รวมทั้งความเสียหายที่ได้รับจากการตกลงกันนอกชั้นศาล เป็นต้น ซึ่งความเสี่ยงด้านปฏิบัติการจะมีผลกระทบต่อความเสี่ยงด้านอื่น โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk) และด้านชื่อเสียง (Reputation Risk)

    บริษัทฯและบริษัทย่อยมีความตระหนักดีว่า การบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่ดี เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการดำเนินธุรกิจให้บรรลุเป้าหมายให้สำเร็จได้อย่างยั่งยืน จากสภาวะแวดล้อมปัจจุบัน ซึ่งมีความไม่แน่นอน บริษัทฯและบริษัทย่อยจึงให้ความสำคัญต่อการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล อีกทั้งครอบคลุมการดำเนินงานทั่วทั้งบริษัทฯและบริษัทย่อยอย่างเพียงพอและเตรียม ความพร้อมรับกับสภาวการณ์ที่ไม่คาดคิดดังกล่าวได้อย่างทันกาล รวมทั้งปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น ทั้งนี้ บริษัทฯและบริษัทย่อยได้กำหนดนโยบายและแนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่มุ่งเน้นไปที่การป้องกันและติดตามดูแลความเสี่ยง นอกจากนี้ การควบคุมภายในเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น บริษัทฯและบริษัทย่อยจึงจัดให้มีระบบควบคุมภายในที่ดี อันได้แก่กำหนดโครงสร้างองค์กร ให้มีการสอบทานและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน การจัดให้มีหน่วยงานสนับสนุนการทำธุรกรรมที่มีความชำนาญเฉพาะด้านและเป็นอิสระเพื่อลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น การจัดให้มีระเบียบปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทุกประเภท การจัดการระบบสารสนเทศและระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ตลอดจนการจัดทำแผนรองรับการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง เป็นต้น

    บริษัทฯและบริษัทย่อยมีการกำหนดหลักเกณฑ์ รูปแบบหรือเงื่อนไขของวิธีการที่ใช้ในการวัดและประเมินความเสี่ยงภายในของบริษัทฯและบริษัทย่อยเอง โดยวิธีการดังกล่าวบริษัทฯและบริษัทย่อยมีการพิจารณาถึงปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เช่น แนวทางการกำกับดูแลของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ลักษณะและความซับซ้อนของธุรกิจ ความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของบริษัท โดยมีการจัดทำเครื่องมือการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่สำคัญ ตามหลัก Basel New Capital Accord (Basel II) เช่น การประเมินความเสี่ยงและการควบคุมด้วยตนเอง (Risk and Control Self-Assessment) ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญ (Key Risk Indicators : KRI) การจัดเก็บข้อมูลเหตุการณ์ความเสียหายที่เกิดขึ้น (Loss Data) นโยบายการใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอกของกลุ่มธนชาต (Outsourcing Policy) โดยมีแนวทางการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับข้อบังคับในเรื่องเดียวกันที่ออกโดย ธปท. และแผนรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan)

    สำหรับการติดตามดูแลความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ บริษัทฯ และบริษัทย่อยกำหนดเป็นนโยบายให้ผู้บริหารของแต่ละหน่วยงานมีความรับผิดชอบในการติดตามความเสี่ยง โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานตามปกติ ซึ่งจะช่วยให้รับทราบถึงความเสี่ยงและปัญหาที่เกิดขึ้น และเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที ไม่ส่งผลเสียหายต่อบริษัทฯและบริษัทย่อย ถึงกระนั้นก็ดี เพื่อให้ทราบถึงผลการดำเนินงานและปัญหาที่เกิดขึ้น ตลอดจนแนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลปัจจัยเสี่ยง บริษัทฯและบริษัทย่อยจึงจัดให้มีรายงานข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ เสนอต่อคณะกรรมการของบริษัท คณะกรรมการกำกับความเสี่ยง และผู้บริหารระดับสูงอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและพัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสมและเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้บริษัทฯและบริษัทย่อยประเมินความสามารถของระบบควบคุมภายในว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดอีกทางหนึ่งด้วย

  5. ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology Risk)

    ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯและบริษัทย่อยอย่างมาก ในการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้า อย่างถูกต้อง รวดเร็ว ปลอดภัยและตรงตามความต้องการของลูกค้าด้วยต้นทุนที่ต่ำลง บริษัทฯ และบริษัทย่อยตระหนักดีว่าการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดเวลา อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของการให้บริการ ข้อมูลลูกค้า ความต่อเนื่องของการให้บริการ และส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯและบริษัทย่อย ดังนั้นบริษัทฯและบริษัทย่อยจึงให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้เป็นมาตรฐานสากลโดยอยู่บนพื้นฐานของการคุ้มครองข้อมูล และรักษาผลประโยชน์ของลูกค้า ภายใต้หลักการสำคัญ 3 ประการ คือ 1) การรักษาความลับของระบบและข้อมูล (Confidentiality) 2) ความถูกต้องเชื่อถือได้ของระบบและข้อมูล (Integrity) และ 3) ความพร้อมใช้งานของระบบและข้อมูล (Availability)

    เพื่อให้บริษัทฯและบริษัทย่อยสามารถบริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อเนื่อง และสอดคล้องกับลักษณะการดำเนินธุรกิจ ปริมาณธุรกรรม ความซับซ้อนของเทคโนโลยีสารสนเทศ และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เช่น ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง และความเสี่ยงด้านกฎหมาย บริษัทฯและบริษัทย่อยได้กำหนดโครงสร้างการกำกับดูแล ตามหลักการแบ่งแยกหน้าที่รับผิดชอบ 3 ระดับ(Three Lines of Defense) อย่างชัดเจนและเป็นอิสระจากกัน ได้แก่ 1) ปฏิบัติงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 2) บริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ และ 3) ตรวจสอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากนั้น บริษัทฯและบริษัทย่อยได้กำหนดนโยบายและมาตรฐานความปลอดภัยระบบสารสนเทศนโยบายการบริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ระเบียบวิธีปฏิบัติและกระบวนการในการบริหารความเสี่ยง และมีการสร้างความรู้ และความตระหนัก รู้เรื่องความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่ กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน อย่างต่อเนื่อง

    บริษัทฯและบริษัทย่อยมีกระบวนการในการบริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศตามมาตรฐานสากล ดังนี้


    1. การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) ประกอบด้วย 1) ระบุความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Risk Identification) 2) วิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Analysis) และ 3) ประเมินค่าความเสี่ยง (Risk Evaluation) ประเมินโอกาสในการเกิดความเสี่ยงและผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
    2. การจัดการความเสี่ยง (Risk Treatment) มีการจัดการควบคุม และป้องกันความเสี่ยงอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับผลการประเมนิ ความเสี่ยง เพื่อให้ความเสี่ยงที่เหลืออยู่ อยู่ในระดับ ความเสี่ยงเทคโนโลยีสารสนเทศที่ยอมรับได้ โดยมีการกำหนดดัชนีชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญ (IT Key Risk Indicators)
    3. การติดตาม ทบทวน และรายงานความเสี่ยง (Risk Monitoring, Review, and Reporting) มีกระบวนการในการติดตามและทบทวนความเสี่ยง เพื่อให้อยู่ในระดับความเสี่ยงเทคโนโลยีที่ยอมรับได้ และรายงานต่อคณะกรรมการที่รับผิดชอบเป็นประจำ

  6. ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk)

    ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการกำหนด แผนกลยุทธ์ แผนดำเนินงาน และการนำไปปฏิบัติไม่เหมาะสมหรือไม่สอดคล้องกับปัจจัยภายในและสภาพแวดล้อมภายนอกอันส่งผลกระทบต่อรายได้เงินกองทุนหรือการดำรงอยู่ของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ในการบริหารความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ บริษัทฯและบริษัทย่อยจัดให้มีการทำแผนกลยุทธ์สำหรับช่วงเวลา 3 ปีข้างหน้าและจัดให้มีการทบทวนแผนงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีเหตุการณ์ภายนอกที่อาจส่งผลกระทบถึงการบรรลุเป้าหมายของธุรกิจ โดยคณะกรรมการบริหารเป็นผู้ติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ เปรียบเทียบกับแผนงานประจำปีที่กำหนดเป้าหมายไว้อย่างสม่ำเสมอ

  7. ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputation Risk)

    ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputation Risk) หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่สาธารณชน ได้แก่ ลูกค้า (Customers) คู่ค้า(Strategic or alliance partners) นักลงทุน (Investor) และผู้กำกับดูแล(Regulators) รับรู้ถึงภาพลักษณ์ในเชิงลบหรือขาดความเชื่อมั่นในบริษัทฯและบริษัทย่อย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้และ/หรือเงินกองทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อย ทั้งในปัจจุบันและอนาคตซึ่งความเสี่ยงด้านชื่อเสียงอาจเกิดจากการไม่ดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาลและจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ หรือการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบของทางการ รวมทั้งเกณฑ์การปฏิบัติงานของบริษัทฯและบริษัทย่อย

    บริษัทฯและบริษัทย่อยได้คำนึงถึงความสำคัญของความเสี่ยงด้านชื่อเสียงมาอย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การกำกับดูแลเงินกองทุนโดยทางการตาม Pillar II ของ ธปท. จึงได้กำหนดให้มีนโยบายบริหารความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขึ้น ซึ่งประกอบด้วยกรอบการบริหารความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputation Risk Framework) และกระบวนการบริหารความเสี่ยงด้านชื่อเสียงซึ่งประกอบด้วย การประเมินและการวัดความเสี่ยงด้านชื่อเสียงที่แบ่งเป็น 5 ระดับตามผลกระทบและโอกาสเกิดเหตุการณ์ความเสี่ยงการป้องกันความเสี่ยงด้านชื่อเสียงโดยการสร้างความตระหนักในความสำคัญของความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและกำหนดมาตรการป้องกันความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุการณ์ความเสี่ยง (Reputation Risk Event) การติดตามและรายงานความเสี่ยงต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งมีการจัดการความเสี่ยงในกรณีความเสี่ยงอยู่ในระดับสูงและสูงมาก โดยบริษัทฯและบริษัทย่อยได้กำหนดให้มีหน่วยงานหลักที่ดูแลรับผิดชอบโดยตรงในกระบวนการบริหารความเสี่ยงดังกล่าว

  8. ความเสี่ยงจากมาตรการหรือกฎระเบียบของทางการ

    ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ หมายความว่าความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ข้อบังคับ มาตรฐาน และแนวปฏิบัติที่บังคับใช้กับธุรกรรมต่าง ๆ ของบริษัทฯ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายทางการเงินเป็นจำนวนสูงความเสียหายต่อชื่อเสียงของบริษัทฯ หรือการถูกทางการเข้าแทรกแซงซึ่งการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงข้อบังคับ กฎหมายและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของหน่วยงานราชการ เช่น ธปท. ก.ล.ต. ตลท. คปภ. ปปง. และหน่วยงานอื่น ๆ แต่ละครั้งอาจส่งผลกระทบต่อกลยุทธ์และการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯและบริษัทย่อย

    กลุ่มธนชาตมีหน่วยงานกำกับกฎระเบียบและข้อบังคับของธนาคารธนชาต ที่ขึ้นตรงต่อคณะกรรมการตรวจสอบธนาคารธนชาตทำ หน้าที่กำกับดูแล ลการปฏิบัติงานของบริษัทฯ และบริษัทในกลุ่มธนชาตให้เป็นไปตามกฎระเบียบและข้อบังคับของทางการและองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จรรยาบรรณในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนให้คำปรึกษาเผยแพร่ความรู้ให้กับผู้บริหารและพนักงาน และสนับสนุนผู้บริหารระดับสูงให้สามารถบริหารความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานตรวจสอบภายในรวมทั้งปฏิบัติงานในหน้าที่เฉพาะ เช่น การป้องกันการฟอกเงินการประสานงานกับผู้กำกับดูแล หรือหน่วยงานทางการ เป็นต้นโดยมีการรายงานคู่ขนานต่อผู้บริหารสูงสุดของบริษัทฯ และธนาคารธนชาต กับคณะกรรมการตรวจสอบธนาคารธนชาตและคณะกรรมการตรวจสอบของบริษัทฯ

    การประเมินความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์หน่วยงานกำกับกฎระเบียบและข้อบังคับจะทำการประเมินความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของกิจกรรมต่าง ๆ โดยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกของบริษัทฯและบริษัทย่อยซึ่งครอบคลุมถึงทิศทางการกำกับดูแลของทางการ ผลการตรวจสอบของทางการ นโยบายธุรกิจ ข้อหารือ ข้อร้องเรียน การควบคุมภายในและระบบงานภายในที่รองรับในเรื่องที่พิจารณานั้น ๆ โดยมีการกำหนดน้ำหนัก ผลกระทบและโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ตามแนวทาง Risk Based Approach (RBA) เพื่อใช้ในการสุ่มสอบทานการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ (Control and Monitor) และติดตามข้อบกพร่องที่ตรวจพบพร้อมเสนอแนวทางการปรับปรุง